รวมฮิตกุนซือ

บทความฟุตบอลพรีเมียร์ลีกโดย scr888

ศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษขึ้นชื่อว่าเป็นลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก และเต็มไปด้วยนักเตะระดับซุเปอร์สตาร์หลากหลายประเทศมารวมตัวกัน และยังเป็นลีกที่ไม่มีการพักเบรคหนีหนาวในช่วงหลังคริสมาสต์ แต่กลับเตะกันมากขึ้นด้วยซ้ำในช่วงปลายปีจนถึงต้นปี ซึ่งบรรดาผู้จัดการทีมก็ต่างออกความเห็นว่ามีควรมีช่วงพักเบรคหนีหนาวบ้าง และทางพรีเมียร์ลีกก็เริ่มมีแนวคิดที่จะพักเบรคหนีหนาวประมาณ 2 สัปดาห์ โดยจะเริ่มใช้ในเร็วๆ นี้ด้วย แต่สิ่งที่พรีเมียร์ลีกต่างจาก 5 ลีกใหญ่อีกอย่างหนึ่งก็คือทีมจากพรีเมียร์ลีกมีการใช้กุนซือต่างชาติมาคุมทีมมากที่สุดในบรรดา 5 ลีกใหญ่ของยุโรป ทั้งบุนเดสลีก้า ลา ลีก้า กัลโช่ เซเรีย อา และลีก เอิง ซึ่งแต่ละลีกที่กล่าวมานั้นใช้กุนซือภายในประเทศคุมทีมเกินครึ่งทั้งนั้น โดยเฉพาะอิตาลีที่ชาตินิยมสุดๆ เนื่องจากมีทางอุดิเนเซ่คนเดียวเท่านั้นที่ใช้กุนซือเป็นชาวต่างชาติ แต่พรีเมียร์ลีกของอังกฤษ กลับมีกุนซือที่เป็นสัญชาติอังกฤษเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น

เอ็ดดี้ ฮาวของบอร์นมัธ ชอน ไดซ์ของเบิร์นลี่ย์ นีล วอร์น็อคของคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ และรอย ฮ็อดสันของคริสตัล พาเลซ เป็นเพียง 4 คนเท่านั้นที่เป็นกุนซือในพรีเมียร์ลีกที่มีสัญชาติอังกฤษ นอกนั้นเป็นกุนซือต่างชาติทั้งหมด โดยอาจจะมีบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างมาร์ค ฮิวจ์ที่เป็นชาวเวลส์ของเซาต์แธมตัน และคริส ฮิวจ์ตันของไบรท์ตันด้วย แต่นอกนั้นถือว่าเป็นลีกที่มีกุนซือรวมฮิตจากหลายสัญชาติมากๆ โดยมีผู้จัดการทีมชาวสเปนอยู่ถึง 4 คนเท่ากับชาติเจ้าของลีกด้วยซ้ำ ซึ่งนี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่อังกฤษเป็นชาติที่ไม่มีกุนซือระดับโลกเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งหากดูจากสถิติจะพบว่ากุนซือชาวอังกฤษที่สามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้คนสุดท้ายก็คือฮาเวิร์ด วิลกินสัน ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษที่พาลีดส์ ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษในฤดูกาล 1991-1992 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายก่อนที่ลีกสูงสุดจะเปลี่ยนมาเป็นพรีเมียร์ลีกจนถึงปัจจุบันนี้ และหลังจากนั้นมาก็เป็นยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน กุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่เป็นชาวสก็อตแลนด์ ที่พาทีม “ปีศาจแดง” เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกถึง 13 สมัย ก่อนจะวางมือไปเมื่อฤดูกาล 2012-2013 ต่อด้วยอาร์เซน เวนเกอร์ที่เป็นชาวฝรั่งเศส ที่พาอาร์เซน่อลคว้าแชมป์ได้ 3 สมัย และโชเซ่ มูรินโญ่ที่เป็นชาวโปรตุเกส ที่พาเชลซีคว้าแชมป์ได้ 3 สมัยเช่นกันใน 2 ยุคที่เขาคุมทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” และไม่มีกุนซือชาวอังกฤษคนไหนที่ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งในยุคนั้นเลยด้วย

เต็งดาวซัลโว

    สื่อสำนักต่างๆ รวมถึงบริษัทรับพนันที่ถูกกฏหมายก็เริ่มได้ออกมาวิเคราะห์รวมถึงออกราคาต่อรองกันแล้วก่อนที่พรีเมียร์ลีกกำลังจะเริ่มชักธงรบ เมื่อมีการถกเถียงกันว่าฤดูกาลนี้ใครจะได้เป็นดาวซัลโวประจำศึกพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ หลังจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วรางวัลนี้ตกเป็นของโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ตัวรุกชาวอิยิปต์ของลิเวอร์พูลที่ซัดไปถึง 32 ประตูจากการลงสนาม 36 นัด ซึ่งถือว่าเป็นการหยุดสถิติของแฮร์รี่ เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ที่เคยได้ครองตำแหน่งนี้มาแล้วในช่วง 2 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ที่ทำประตูไปเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้ 30 ประตู และถือว่าซาล่าห์เป็นนักเตะลิเวอร์พูลคนที่ 3 ที่สามารถคว้ารางวัลดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ต่อจากไมเคิ่ล โอเว่น ที่ทำได้ 2 สมัย และหลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าทีมชาติอุรุกวัยที่ทำได้ 31 ประตูในปีสุดท้ายที่เขาค้าแข้งในถิ่นแอนฟิลด์

ฤดูกาลนี้บรรดานักวิเคราะห์ต่างๆ ยังคงมองว่าโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ยังคงเป็นตัวเต็งในการที่จะคว้ารางวัลนี้ไปครองได้อยู่ เนื่องจากสไตล์การเล่นของทีมที่เน้นเกมรุกอย่างต่อเนื่องเป็นหลัก และเพื่อนร่วมทีมก็ค่อนข้างจะซัพพอร์ตการเล่นของเขาเป็นอย่างดีด้วย โดยเต็ง 2 นั้นเป็นของแฮร์รี่ เคน กองหน้าตัวเป้าจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ซึ่งก็การันตีการลสนามทุกนัดอยู่แล้วหากไม่มีอาการบาดเจ็บ และเขายังเป็นคนสังหารจุดโทษของทีมด้วย ส่วนเต็ง 3 และเต็ง 4 ก็ค่อนข้างน่าสนใจที่เดียว เมื่อมีคนมองว่าเซร์คิโอ อเกวโร่ กองหน้าทีมชาติอาร์เจนติน่ามีโอกาสที่ดีเช่นกัน แต่ติดตรงที่เป็ป กวาดิโอล่า กุนซือของแมนเชสเตอร์ ซิตี้นั้นมักจะเปลี่ยนกองหน้าโดยตลอด และไม่มีใครได้ยืนเป็นตัวจริงตลอดทั้งฤดูกาลด้วย ส่วนอีกคนนึงก็คือปิแอร์ อเมริค โอบาเมยัง กองหน้าของอาร์เซน่อลนั่นเองที่โผล่ขึ้นมาเป็นเต็ง 4 ซึ่งจะเห็นได้ว่า 4 ตัวเต็งนั้นมาจาก 4 สโมสรยักษ์ใหญ่ของลีกนั่นเอง แต่ยังไม่มีนักเตะจากเชลซีที่ถูกมองว่ากองหน้าของพวกเขายังมีปัญหาทั้งอัลบาโร่ โมราต้า มิชี่ บาตชัวยี่ หรือจะเป็นโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ก็ตาม ส่วนกองหน้าจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอย่างโรเมลู ลูกากูนั้นที่จริงมีคุณสมบัติที่พอจะได้ลุ้นดาวซัลโวไม่น้อย แต่ด้วยสไตล์การเล่นของโชเซ่ มูรินโญ่แล้ว ที่พอได้ประตูออกนำแล้วก็จะถอยไปเล่นเกมรับซะเป็นส่วนใหญ่ ทำให้โอกาสของเขาแทบจะหมดหวังกับรางวัลนี้ได้เลย

จองศาลาแล้ว 1

    ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษเป็นลีกที่มีการแข่งขันกันสูงมากในทุกฤดูกาล ซึ่งในช่วงปิดฤดูกาล แต่ละทีมก็พยายามซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับทีม และเพื่อให้ทีมสามารถทำอันดับได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งก็มีทั้งทีมที่ต้องการเป็นแชมป์ หรือต้องการอยู่ในพื้นที่ไปเล่นฟุตบอลยุโรป และเพื่อการอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลต่อๆ ไป ซึ่งอันที่จริงทีมน้องใหม่ของพรีเมียร์ลีกแต่ละปี ก็ควรที่จะต้องเป็นทีมที่เสริมนักเตะเข้ามาสู่ทีมในจำนวนมากๆ เพื่อยกระดับให้ทีมมีความแข็งแกร่งให้ทันกับทีมที่อยู่ในพรีเมียร์ลีกอยู่แล้ว และให้ดีกว่าทีมที่เลื่อนชั้นขึ้นมาด้วยกัน เพื่อเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดต่อไป

ซัมเมอร์นี้ก็เป็นเหมือนเช่นปีก่อนๆ ที่บรรดาน้องใหม่ต่างจับจ่ายใช้สอยนักเตะเข้าสู่ทีมหลายราย และสามารถยกระดับทีมได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะวูล์ฟส์แฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส ที่ซื้อนักเตะได้น่าสนใจในระดับหนึ่ง และพวกเขายังมีทีมจากฤดูกาลที่แล้วที่ดีอยู่แล้วด้วย ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งทีมหนึ่งเลยทีเดียว และน้องใหม่อีกทีมคือฟูแล่ม ทีมในเมืองหลวงของอังกฤษ ที่ซื้อนักเตะได้แบบเข้าตากรรมการมาก ไม่ว่าจะเป็นฌ็อง มิเชล เซรี กองกลางที่เป็นเป้าหมายของทีมยักษ์ใหญ่ รวมถึงอังเดร ชัวร์เล่ กองหน้าชาวเยอรมันด้วย ซึ่งสามารถทำให้ทีมดูดีขึ้นในทันตา แต่กลับมีทีมน้องใหม่ทีมหนึ่งที่ค่อนข้างสวนกระแสในซัมเมอร์นี้ คือไม่ได้มีการเสริมทีมนัก และทำให้พวกเขายังคงเป็นเต็งจ๋าที่จะต้องตกชั้นในฤดูกาลนี้ นั่นก็คือคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ทีมที่มีที่ตั้งอยู่ในประเทศเวลสส์นั่นเอง

คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ในยุคนี้มีนีล วอร์น็อค กุนซือจอมเก๋าวัย 69 ปีเป็นผู้จัดการทีมที่สามารถพาทีมได้รองแชมป์แชมเปี้ยนชิปฤดูกาลที่แล้วได้ แต่ในซัมเมอร์นี้พวกเขาซื้อนักเตะมาเพียง 4 รายเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะใช้เงินไปประมาณ 27 ล้านปอนด์เท่านั้น แต่หากดูจากชื่อชั้นนักเตะที่ซื้อเข้ามาแล้ว บอกได้เลยว่าเป็นรองทีมอื่นๆ อย่างแน่นอน โดยพวกเขาไปซื้อตัวนักเตะจากแชมเปี้ยนชิปมาร่วมทีม ทั้งจอช เมอร์ฟี่ย์ จากนอริช ซิตี้ บ็อบบี้ รีด จากบริสตอล ซิตี้ เกร็ก คันนิ่งแฮม จากเปรสตัน นอร์ธ เอนด์ และอเล็ก สมิธตี้ส์ จากควีนสปาร์ค เรนเจอร์ส ซึ่งแทบไม่ได้ยกระดับทีมให้ดูดีเท่าทีมอื่นได้เลย รวมถึงนักเตะเก่าในทีมก็แทบไม่เคยมีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกเลย และถูกมองว่าพวกเขาจองโควต้าตกชั้นไว้แล้ว 1 ที่

ห้ามขาย “ซาฮา”

    เมื่อฤดูกาลที่แล้วคริสตัล พาเลซมาทำผลงานได้อย่างสุดยอดในช่วงท้ายฤดูกาลจนทำให้รอดพ้นจากการตกชั้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก หลังจากที่ออกสตาร์ตได้อย่างย่ำแย่ และมีปัญหามากมายเมื่อบอร์ดบริหารตัดสินใจปลดแฟรงค์ เดอ บัวร์ กุนซือชาวดัตช์ออกจากตำแหน่งหลังทำทีมได้เพียงแค่ 4 นัดเท่านั้น ทำให้ต้องเร่งไปหากุนซือคนใหม่เข้ามาแทน ซึ่งเป็นทาง “ปู่รอย” รอด ฮ็อดจ์สัน กุนซือจอมเก๋าวัย 70 ปีตัดสินใจเข้ามารับงานคุมทีมในถิ่นเซลเฮิร์สต์ ปาร์ค เมื่อ 12 กันยายนปีที่แล้ว โดยเซ็นต์สัญญากันเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งตอนนั้นสถานการณ์ของทีมย่ำแย่มาก และเป็นช่วงที่พวกเขาต้องเจอโปรแกรมสุดโหด เมื่อต้องเจอทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รวมถึงเชลซีในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่กุนซือมากประสบการณ์ก็เอาตัวรอดมาได้ด้วยการเปิดบ้านเอาชนะเชลซีได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนของทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้วเลยด้วย

ช่วงต้นฤดูกาลคริสตัล พาเลซเป็นทีมที่ทำประตูได้ยากมาก และไม่มีความเฉียบขาดเอเสียเลย โดยมีกองหน้าอย่างบาการี่ ซาโก้ ก็เชื่อใจไม่ได้ รวมถึงคริสติยง เบนเตเก้ ก็มีอาการบาดเจ็บช่วงต้นฤดูกาล แต่มีวิลฟรีด ซาฮา ตัวรุกผิวสีที่พอหายเจ็บกลับมาแล้วช่วยทีมได้อย่างมากมาย ทั้งการลากเลื้อยที่ดุดัน และเรียกฟาวส์ให้กับทีมได้ตลอด รวมถึงสามารถทำประตูช่วยทีมได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้สุดท้ายจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 11 ของตาราง ซึ่งส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมดิ้นรนรอดพ้นจากการตกชั้นได้อย่างไม่ยากเย็นนักต้องขอบคุณอดีตดาวเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดรายนี้เลยทีเดียว

ช่วยซัมเมอร์นี้ ปีกตัวจี๊ดวัย 25 ปีเนื้อหอมเป็นพิเศษ โดยมีทางท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์จะคว้าตัวไปรว่มทีมให้ได้ แต่เนื่องจากตอนนี้ที่ทางทีม “ไก่เดือยทอง” ค่อนข้างงบน้อย และไม่น่าจะมีเงินพอจะสู้ค่าตัวของซาฮาที่สโมสรตั้งไว้ค่อนข้างสูงคือ 70 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ทำให้ซาฮาเริ่มออกลูกงอแงแล้วด้วย แต่ซาฮาถือว่าเป็นนักเตะที่ขาดไม่ได้ของคริสตัล พาเลซในฤดูกาลนี้เลยทีเดียว เพราะหากทีมของรอย ฮ็อดจ์สันขาดตัวรุกรายนี้ไปละก็ แนวรุกของพวกเขาจะพิการโดยทันที และคริสติยง เบนเตเก้ ก็จะไม่มีความหมาย และความอันตราย หากปราศจากตัวลากเลื้อย และตัวที่จะคอยเปิดป้อนอย่างวิลฟรีด ซาฮา ซึ่งหากบอร์ดบริหารตัดสินใจขายออกจากทีมไปเพื่อแลกเงินมา 70 ล้านปอนด์ ก็อาจจะเป็นเงินชดเชยจากการที่ทีมต้องตกชั้นไปเล่นในแชมเปี้ยนชิปก็เป็นได้

มือวางอันดับ 7

    เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าหัวตารางของศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษจะมีทีมที่ถูกเรียกว่าบิ๊ก 6 จับจองไว้หมดแล้ว ซึ่งประกอบไปด้วยแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลิเวอร์พูล ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เชลซี และอาร์เซน่อล ซึ่งหลายๆ ฤดูกาลที่ผ่านมาทั้ง 6 ทีมนี้ก็จับจองอันดับ 1-6 มาได้ตลอด อยู่ที่ว่าตอนจบฤดูกาลใครจะได้อันดับไหนเท่านั้น แต่ทีมที่จะเป็นมือวางอันดับ 7 ของลีกมหาโหดอย่างพรีเมียร์ลีกก็ถือว่าน่าสนใจทีเดียว โดยเอฟเวอร์ตันถูกยกย่องว่ามีโอกาสที่จะสอดแทรกเข้าไปแย่งอันดับจากพวกท็อป 6 ได้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ในฤดูกาลนี้ดูเหมือนว่าจะมีมือวางอันดับ 7 รายใหม่เข้ามาสอดแทรกเสียแล้ว ซึ่งนั่นก็คือเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่บอร์ดบริหารจัดเต็มในการลงทุนในช่วงซัมเมอร์นี้ ไล่ตั้งแต่ไปเอามานูเอล เปเยกรินี่ กุนซือชาวชิลีที่เคยพาแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้วเมื่อฤดูกาล 2013-2014 เข้ามาคุมทีมเป็นเวลา 3 ปี หลังจากออกจากการคุมทีมที่จีนเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และยังทุ่มงบประมาณกว่าเกือบ 100 ล้านปอนด์ให้กุนซือวัย 64 ปีช็อปปิ้งซื้อตัวนักเตะได้ตามอำเภอใจในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งทีม “ขุนค้อน” ไปสอยมาแล้วถึง 7 รายในช่วงที่ผ่านมา และดูเหมือนพวกเขาจะพร้อมมากๆ แล้วสำหรับพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ โดยเวสต์แฮมจัดคิวอุ่นเครื่องช่วงพรีซีซั่นนี้ 5 นัดด้วยกัน โดยผลงานและรูปเกมของทีมดีขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละนัดด้วย ซึ่งกุนซือชาวชิลีค่อนข้างพอใจผลงานของลูกทีมทีเดียว

นักเตะที่ทางทีมจากลอนดอนไปซื้อมาร่วมทีมถือว่ามีชื่อชั้นทีเดียว โดยไปได้นักเตะฟรีอย่างแจ็ค วิลเชียร์ กองกลางที่หมดสัญญากับอาร์เซน่อลพอดี รวมถึงไรอัน เฟรเดริคส์ แบ็คขวาจากทางฟูแล่มด้วยที่ไม่เสียค่าตัวเช่นกัน แต่นักเตะที่เวสต์แฮมเสริมทัพและทำใหทีมน่าสจใจก็คือการได้ลูคัสซ์ ฟาเบียนสกี้มาจากสวอนซี ซิตี้ 7 ล้านปอนด์ อังเดร ยาร์โมเลนโก้ ปีกทีมชาติยูเครนจากโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ 18 ล้านปอนด์ อิซซ่า ดิออป กองหลังจากตูลูส 22.5 ล้านปอนด์ และฟิลิป อันแดร์สัน กองกลางจากลาซิโอ ซึ่งค่าตัวถึง 34 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก และการเสริมทัพที่ดีกว่าเอฟเวอร์ตันด้วย ที่ยังได้นักเตะมาเสริมทีมเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ทำให้พวกเขากลายเป็นมือวางอันดับ 7 ของลีกทันที และยังมีโอกาสที่จะแทรกเข้าไปติดกลุ่มท็อป 6 ขึ้นไปได้ด้วย หากมีทีมยักษ์ใหญ่ฟอร์มหลุดในฤดูกาลนี้

 

สมฉายา “เจ้าสัวน้อย”

            ฉายา “เจ้าสัวน้อย” ของฟูแล่มดูเหมือนว่าจะไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ถึงแม้ช่วงที่เคยอยู่บนพรีเมียร์ลีกก่อนหน้านี้จะไม่ใช่ทีมที่เงินหนา หรือใช้เงินฟุ่มเฟือยเป็นเจ้าสัวแต่อย่างใด แต่หลังจากที่ได้กลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้งในฤดูกาลนี้ พวกเขาทำการซื้อขายนักเตะได้อย่างยอดเยี่ยม โดยคว้านักเตะที่มีชื่อชั้นพอสมควร และมีประการณ์ผ่านลีกใหญ่ๆ มามากมาย ถึงแม้นักเตะที่ซื้อเข้ามาสู่ทีมจะมีเพียง 4 รายเท่านั้น แต่ถือว่าเป็น 4 นักเตะคุณภาพ และมีดีกรีติดทีมชาติทั้งนั้น โดยได้ฟาบรี นายประตูตัวเก๋ามาจากเบซิคตัสด้วยค่าตัวประมาณ 5 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าโนเนมที่สุดที่ดึงตัวเข้ามาในซัมเมอร์นี้

นักเตะที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นฌอง มิเชล เซรี กองกลางตัวทีมชาติไอวอรี่ โคสต์ ที่ซื้อมาจากนีซ ทีมในลีก เอิง ฝรั่งเศสด้วยค่าตัวประมาณ 27 ล้านปอนด์ โดยก่อนหน้านี้กองกลางวัย 26 ปีตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปมาโดยตลอด แต่สุดท้ายเป็นฟูแล่มที่ได้ลายเซ็นต์ของกองกลางผิวสีรายนี้มาครอง ซึ่งจะเข้ามาทำให้แดนกลางของฟูแล่มแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน และเขามาพร้อมกับมักซิม เลอ มาร์ช็องด์ ปราการหลังจากนีซเช่นกัน โดยย้ายมาพร้อมกับฌอง มิเชล เซรี โดยค่าตัวของกองหลังวัย 28 ปีรายนี้คาดว่าน่าจะประมาณ 3.5 ล้านปอนด์เท่านั้น

และรายล่าสุดที่ทางทีมจากเมืองหลวงของอังกฤษคว้าตัวมาร่วมทีมได้ก็คืออังเดร ชูร์เล่ กองหน้าดีกรีทีมชาติเยอรมัน ที่ทางฟูแล่มไปยืมตัวมาจากโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ โดยได้สัญญายืมตัวกองหน้าวัย 27 ปีรายนี้มาถึง 2 ฤดูกาล ถึงแม้ฟอร์มระยะหลังของอดีตนักเตะเชลซีรายนี้จะไม่ค่อยดีก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นการยกระดับทีมได้ดีทีเดียว โดยแฉพาะในแดนกลางและแดนหน้า ซึ่งทั้ง 4 รายที่ซื้อเข้ามาคือการซื้อมาครบทั้ง 4 ตำแหน่งเลยคือผู้รักษาประตู กองหลัง กองกลาง กองหน้า และน่าจะมีนักเตะเข้ามาเสริมทีมอีกด้วยในช่วงที่เหลือของตลาดซื้อขายนักเตะ ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะยังได้นักเตะน้อยกว่าหลายๆ ทีมในพรีเมียร์ลีก แต่พวกเขาก็ไม่ได้เสียนักเตะคนสำคัญของทีมออกไป โดยเสียไปแค่เพียงเดวิด บัตตัน ผู้รักษาประตูวัย 29 ปีไปให้กับทางไบรท์ตัน และไรอัน เฟรเดริคส์ แบ็คขวาไปให้กับเวสต์แฮม ยูไนเต็ดเท่านั้น ซึ่งฟูแล่มก็ได้หาซื้อตัวแทนมาได้แล้วด้วย ทำให้สภาพทีมของพวกเขาตอนนี้ดีขึ้นจากฤดูกาลที่แล้วพอสมควร แต่ก็ยังเป็นเต็ง 3 ที่จะต้องตกชั้นในฤดูกาลนี้อยู่ดี

หมาป่าชุบฝอยทอง

    หลังจากได้กลุ่มทุนชาวจีนเข้ามาชุบชีวิต ทำให้การเงินของสโมสรวูล์ฟส์แฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส เริ่มดีวันดีคืน ซึ่งรวมถึงผลงานในสนามด้วย ซึ่งหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงทางบอร์ดบริหารและวิสัยทัศน์ในการทำงาน ทำให้พวกเขามองการณ์ไกลด้วยการไปคว้านูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ กุนซือชาวโปรตุกีสเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ที่พึ่งโดนเอฟซี ปอร์โต้ สโมสรยักษ์ใหญ่ในแดนฝอยทองปลดออกจากตำแหน่ง หลังจากไม่สามารถพาทีมประสบความสำเร็จ หรือมีถ้วยติดมือเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อน ถึงแม้จะเข้ามาทำงานได้เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น ซึ่งหลังจากถูกปอร์โต้ปลดจากตำแหน่งได้ประมาณสัปดาห์เดียว ทีม “หมาป่า” ก็เข้าไปสอยมานั่งเป็นกุนซือในถิ่นโมลินิวซ์ กราวน์ทันที โดยเซ็นต์สัญญากันถึง 3 ปี และก็ตามมาด้วยการคว้านักเตะชาวโปรตุกีสมาร่วมทีมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์อีเอฟแอล แชมเปี้ยนชิป ได้สำเร็จแบบสบายๆ และได้โควต้าขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้

โดยวูล์ฟส์แฮมตันที่ถึงแม้จะเป็นน้องใหม่ในพรีเมียร์ลีก แต่กลับถูกมองว่ามีความแข็งแกร่งมากพอที่จะไม่ตกชั้นกลับไปเล่นในลีกรองฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน และบริษัทรับพนันถูกกฏหมายที่อังกฤษ ก็ได้ให้พวกเขาเป็นเต็ง 6 ถึงเต็ง 7 เลยทีเดียว ที่จะมีโอกาสในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ซึ่งถือว่าเป็นทีมที่ถูกมองว่ามีศักยภาพดีที่สุดทีมหนึ่งหลังจากเลื่อนชั้นมาพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว เนื่องด้วยพวกเขามีนักเตะที่มีคุณภาพมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว รวมถึงการเสริมทัพที่เข้าตากรรมการเสียเหลือเกิน และนักเตะที่เสริมเข้ามาถือว่ามีชื่อชั้นที่ไม่ธรรมดาทีเดียว ซึ่งมีหลายรายทีเดียวที่เป็นนักเตะโปรตุกีสเหมือนตัวกุนซือ ซึ่งอาจจะเนื่องด้วยการคุยภาษาเดียวกันด้วย ทำให้กุนซือวัย 44 ปีชอบซื้อนักเตะชาวโปรตุกีสมาร่วมทีม และหากนับตัวผู้เล่นในทีมชุดใหญ่ของพวกเขาตอนนี้ มีนักเตะที่เป็นสัญชาติโปรตุเกสอยู่ในทีมถึง 7 คนเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเหมือนชุมชนเล็กๆ ของชาวโปรตุกีสเลยก็ว่าได้ และยังมีแนวโน้มที่อาจจะเพิ่มขึ้นด้วย โดยเจา มูตินโญ่ กองกลางดีกรีทีมชาติโปรตุเกส ที่เป็นนักเตะชาวโปรตุกีสรายล่าสุดที่พวกเขาจะสอยเข้าทีมในฤดูกาลนี้ ซึ่งนักเตะโปรตุกีสของวูล์ฟส์แฮมตันไม่ได้เป็นนักเตะระดับไก่กาของโปรตุเกสเสียด้วย ทั้งรูเบน เนเวส ที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมชาติ หรือรุย ปาตริซิโอ นายประตูมือ 1 ของทีมชาติในฟุตบอลโลกครั้งล่าสุด

เหลือม้าแข่งแค่ 2 ตัว

     จากที่ในแต่ละฤดูกาลศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษถูกมองว่าจะมีทีมที่สามารถลุ้นแชมป์ได้ถึง 6 ทีม แต่พอมาดูการเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์แล้ว เริ่มมีความไม่มั่นใจแล้วว่าการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้มันจะมีหลายทีมได้ลุ้นแชมป์จริงหรือ เนื่องจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่เป็นแชมป์เก่าซึ่งดูมีมาตรฐานเหนือกว่าคู่ปรับร่วมลีกค่อนข้างมาก ด้วยการนำทัพของเป็ป กวาดิโอล่า ยอดกุนซือแห่งยุคชาวสเปน ที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาเก็บคะแนนได้ถึง 100 คะแนน และนำห่างอันดับ 2 อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถึง 19 คะแนนเลยทีเดียว และฤดูกาลนี้พวกเขาก็ยังเสริมทัพเพิ่มความแข็งแกร่งไปอีกขั้นด้วยการดึงริยาด มาห์เรซ ปีกชาวแอลจีเรียจากเลสเตอร์ ซิตี้มาอีก 60 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นนักเตะที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร “เรือใบสีฟ้า” ด้วย ยิ่งทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น และเป็นตัวเต็ง 1 ที่จะคว้าแชมป์อีก 1 สมัยในฤดูกาลนี้ ส่วนทีมที่จะเป็นเต็ง 2 จากตอนแรกที่เป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รองแชมป์ฤดูกาลที่แล้ว แต่จากการขยับตัวซื้อขายนักเตะในช่วงซัมเมอร์นี้คงต้องยกให้กับลิเวอร์พูลของเจอร์เก้น คล็อปป์ ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงกับทีม “เรือใบสีฟ้า” แบบเต็มตัว เมื่อพวกเขาทุ่มเงินไปเกือบ 200 ล้านปอนด์ในการเสริมทัพช่วงปิดฤดูกาลนี้ แล้วแต่ละรายที่ลิเวอร์พูลไปคว้าตัวเข้ามาถือว่าเป็นการแก้ไขจุดอ่อนเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้ทั้งสิ้น ทำให้พวกเขาขยับขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงอันดับ 1 แทนทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ ที่เสริมทัพไปก่อน 2 ราย แต่หลังจากนั้นกลับนิ่งเงียบไม่ขยับอีกเลย ซึ่งปัญหาในแนวรับ และตัวรุกฝั่งขวายังไม่ถูกแก้ไขแต่อย่างใดด้วย รวมถึงอันดับ 4 เมื่อฤดูกาลที่แล้วอย่างท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ก็ยังไม่มีการเสริมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้เลย

ส่วนทีมอันดับ 5 และ 6 อย่างเชลเซี และอาร์เซน่อล ก็ดูเหมือนว่าต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่กับการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมในฤดูกาลนี้ ซึ่งก็อาจจะต้องใช้เวลาในการปรับจูนระบบกันซักระยะ รวมถึงกุนซือใหม่ของทั้ง 2 ทีมก็ไม่เคยผ่านสมรภูมิในพรีเมียร์ลีกกันมาก่อนเลย ถึงแม้ว่าจะมีชื่อเสียงมาจากลีกอื่นก็ตาม แต่ก็มีกุนซือหลายคนที่เก่งมาจากที่อื่น แต่ก็ต้องเอาชื่อมาทิ้งที่พรีเมียร์ลีกหลายคนแล้วเช่นกัน เหตุผลนี้ทำให้ฤดูกาลนี้ทั้งเชลซี และอาร์เซน่อล ยังไม่น่าจะขึ้นมาเป็นทีมที่จะขับเขี้ยวแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาลนี้ เท่ากับว่าสนามนี้น่าจะเหลือม้าแข่งแค่เพียง 2 ตัวเท่านั้น

อยู่ได้เพราะ “ราฟา”

    “สาลิกาดง” นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เคยเป็นทีมระดับชั้นนำของศึกพรีเมียร์ลีกมาก่อน ในช่วงของปลายยุค 90 และต่อมาจนถึงช่วงต้นศรรษวรรษ 2000 ที่พวกเขาเป็นทีมหัวตารางตลอด โดยมีอลัน เชียร์เรอร์ ยอดดาวยิงทีมชาติอังกฤษ ที่ยังครองสถิติดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกในเวลานี้ด้วยเป็นดาวเด่น และดาวซัลโวประจำทีม ซึ่งพวกเขาเกือบคว้าแชมป์ในช่วงนั้นได้ด้วย แต่มาแผ่วปลายพลาดท่าให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันซะก่อน และหลังจากนั้นเป็นต้นมาพวกเขาก็เริ่มสาละวันเตี้ยลงเรื่อยๆ หลังจากการเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรของไมค์ แอชลี่ย์ เศรษฐีเจ้าของแบรนด์อุปกรณ์กีฬาเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสรแบบเต็มตัว จนถึงขั้นทีมต้องตกชั้นไปเล่นในแชมเปี้ยนชิปถึง 2 ครั้งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการตกชั้นครั้งที่ 2 นี้ พวกเขาได้ราฟาเอล เบนิเตซ อดีตกุนซือผู้พาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จ ซึ่งตอนแรกหวังจะพาทีมหนีการตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกแต่ไม่สำเร็จ แต่ราฟากลับไม่ทิ้งทีมและยังตามไปคุม “สาลิกาดง” จากลีกล่างจนคว้าแชมป์ได้เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกทันทีในฤดูกาลต่อมา

เมื่อฤดูกาลที่แล้วกุนซือชาวสเปนตกเป็นข่าวว่าต้องการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมหลายราย แต่เหมือนว่าจะมีปัญหากับบอร์ดบิรหารที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลง และไม่ได้อนุมัติงบมาให้กุนซืออย่างเขาซื้อผู้เล่นเข้าเสริมทีม และได้จับจ่ายใช้สอยไปเพียง 40 ล้านปอนด์เท่านั้น และทำให้ขุนพลของทีมดูไม่แข็งแกร่ง และเสี่ยงต่อการตกชั้นมากๆ แต่ด้วยฝีมือของ “เอล ราฟา” ยังสามารถทำให้ทีมรอดพ้นจากการตกชั้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก โดยสามารถพา “สาลิกาดง” เก็บได้ถึง 44 คะแนน และมีคะแนนเหนือโซนตกชั้นถึง 11 คะแนน ถึงแม้ว่าทีมอาจจะมีช่วงฟอร์มหลุดแพ้หลายนัดติดต่อกันบ้างก็ตาม แต่ก็มีช่วงที่เก็บคะแนนได้อย่างต่อเนื่องเหมือนกัน ซึ่งหากดูจากรายชื่อนักเตะแต่ละรายแล้ว ทีมของราฟาเอล เบนิเตซ ถือว่ามีนักเตะที่ขี้เหล่กว่าทีมอย่างสโต๊ค ซิตี้ด้วยซ้ำ แต่ด้วยฝีมือและชั้นเชิงของกุนซือชาวสเปนทำให้ทีมทางภาคอีสานของอังกฤษเอาตัวรอดมาได้สำเร็จ ซึ่งฤดูกาลนี้เหล่าสาวก “ทูน อาร์มี่” อาจจะต้องพึ่งอิทธิฤทธิ์ของขงเบ้งแห่งสเปนอีกครั้ง เนื่องจากนักเตะที่เข้ามาสู่ทีมก็ยังไม่ได้ทำให้ทีมสามารถยกระดับให้ดีกว่าเดิมได้  เพราะจนถึงตอนนี้พวกเขาลงทุนซื้อนักเตะใหม่ไปยังไม่ถึง 10 ล้านปอนด์ด้วยซ้ำ

สภาพ 3 น้องใหม่

     หากว่าก่อนเริ่มฤดูกาลจะต้องเดาทีมที่จะต้องตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก หลายๆ คนคงตอบได้ไม่ยากว่าคงจะเป็นน้องใหม่ 3 ทีมที่เลื่อนจากแชมเปี้ยนชิปขึ้นมานั่นแหละ ที่มีโอกาสจะตกชั้นมากที่สุด เพราะด้วยคุณภาพ และศักยภาพของทีม ยังมีความแตกต่างกับทีมจากพรีเมียร์ลีกอยู่พอสมควร นอกจากทีมนั้นจะเสริมทัพด้วยทุนมหาศาล และคว้าดาวเตะคุณภาพเข้ามาสู่ทีมหลายราย อย่างที่วูล์ฟแฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส ทีมแชมป์จากแชมเปี้ยนชิปทำในช่วงซัมเมอร์นี้ ทำให้ทีม “หมาป่า” ถูกมองว่ามีภาษีมากที่สุดที่จะอยู่รอดบนเวทีพรีเมียร์ลีกต่อไป และไม่แค่กับฟูแล่ม และคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ที่เป้นน้องใหม่ด้วยกัน วูล์ฟยังถูกมองว่ามีโอกาสอยู่รอดบนเวทีพรีเมียร์ลีกมากกว่าทีมอื่นๆ ด้วย ทั้งฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ไบรท์ตัน วัตฟอร์ด เบิร์นลี่ย์ และบอร์นมัธด้วย ส่วนคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ถูกมองว่ามีโอกาสตกชั้นสู่ศึกแชมเปี้ยนชิปอีกครั้งมากที่สุด จากอัตราต่อรองจากบ่อนพนันถูกกฏหมายในประเทศอังกฤษ ซึ่งถือว่าเป็นเรตที่ต่างจากทีมอื่นมากทีเดียว ด้วยอัตราแทง 11 แต่จ่ายเพียงแค่ 8 เท่านั้นหากคาร์ดิฟฟ์ตกชั้น แต่วูล์ฟแฮมตัน มีอัตราถึงแทง 1 จ่าย 6 ทีเดียวหากต้องตกชั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบ่อนรับพนันมั่นใจมากทีเดียวว่าทีม “หมาป่า” จะไม่ตกชั้นอย่างแน่นอน

วูล์ฟแฮมตัน มีชุดผู้เล่นที่แข็งแกร่งอยู่แล้วจากชุดแชมป์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และยังได้เสริมนักเตะเข้าสู่ทีมอีกหลายราย เช่นเดียวกับฟูแล่มที่เสริมทัพได้เข้าตา โดยเฉพาะช็อง มิเชล เซรี กองกลางทีมชาติไอวอรี่ โคสต์ ที่เคยตกเป็นข่าวกับบรรดายักษ์ใหญ่ในยุโรป แต่พวกเขากลับพามาค้าแข้งในถิ่นคราเว่น ค็อทเทจได้สำเร็จ ด้วยค่าตัวประมาณ 18 ล้านปอนด์เท่านั้น ทำให้ทีม “เจ้าสัวน้อย” ดูแข็งแกร่งขึ้นมาทันตาเห็น แต่ทีมจากเวลส์อย่างคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ กลับยังเสริมทัพได้ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน และตัวผู้เล่นชุดเดิมก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ด้วย โดยมีเพียงแอนโธนี่ พิลคิงตัน และจูเนียร์ ฮอยเล็ตต์เท่านั้น ที่เคยมีประสบการณ์บนเวทีพรีเมียร์ลีก นอกนั้นถือว่ายังเวอร์จิ้นกับศึกมหาโหดที่กำลังจะมาถึงทั้งหมด ทำให้พวเขาเป็นทีมเต็ง 1 ที่จะตกชั้นในฤดูกาลนี้

จริงอยู่ที่ว่าทีมน้องใหม่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว สามารถรอดจากการตกชั้นได้ทั้งหมด ทั้งฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ไบรท์ตัน และนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งหากว่าคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ไม่เสริมทัพให้แข็งแกร่งมากกว่านี้ และหวังพึ่งทีมเวิร์คและปาฏิหารย์ ก็เตรียมจองศาลา และจองตั๋วลงไปเล่นในศึกแชมเปี้ยนชิปฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน