สภาพ 3 น้องใหม่

     หากว่าก่อนเริ่มฤดูกาลจะต้องเดาทีมที่จะต้องตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก หลายๆ คนคงตอบได้ไม่ยากว่าคงจะเป็นน้องใหม่ 3 ทีมที่เลื่อนจากแชมเปี้ยนชิปขึ้นมานั่นแหละ ที่มีโอกาสจะตกชั้นมากที่สุด เพราะด้วยคุณภาพ และศักยภาพของทีม ยังมีความแตกต่างกับทีมจากพรีเมียร์ลีกอยู่พอสมควร นอกจากทีมนั้นจะเสริมทัพด้วยทุนมหาศาล และคว้าดาวเตะคุณภาพเข้ามาสู่ทีมหลายราย อย่างที่วูล์ฟแฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส ทีมแชมป์จากแชมเปี้ยนชิปทำในช่วงซัมเมอร์นี้ ทำให้ทีม “หมาป่า” ถูกมองว่ามีภาษีมากที่สุดที่จะอยู่รอดบนเวทีพรีเมียร์ลีกต่อไป และไม่แค่กับฟูแล่ม และคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ที่เป้นน้องใหม่ด้วยกัน วูล์ฟยังถูกมองว่ามีโอกาสอยู่รอดบนเวทีพรีเมียร์ลีกมากกว่าทีมอื่นๆ ด้วย ทั้งฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ไบรท์ตัน วัตฟอร์ด เบิร์นลี่ย์ และบอร์นมัธด้วย ส่วนคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ถูกมองว่ามีโอกาสตกชั้นสู่ศึกแชมเปี้ยนชิปอีกครั้งมากที่สุด จากอัตราต่อรองจากบ่อนพนันถูกกฏหมายในประเทศอังกฤษ ซึ่งถือว่าเป็นเรตที่ต่างจากทีมอื่นมากทีเดียว ด้วยอัตราแทง 11 แต่จ่ายเพียงแค่ 8 เท่านั้นหากคาร์ดิฟฟ์ตกชั้น แต่วูล์ฟแฮมตัน มีอัตราถึงแทง 1 จ่าย 6 ทีเดียวหากต้องตกชั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบ่อนรับพนันมั่นใจมากทีเดียวว่าทีม “หมาป่า” จะไม่ตกชั้นอย่างแน่นอน

วูล์ฟแฮมตัน มีชุดผู้เล่นที่แข็งแกร่งอยู่แล้วจากชุดแชมป์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และยังได้เสริมนักเตะเข้าสู่ทีมอีกหลายราย เช่นเดียวกับฟูแล่มที่เสริมทัพได้เข้าตา โดยเฉพาะช็อง มิเชล เซรี กองกลางทีมชาติไอวอรี่ โคสต์ ที่เคยตกเป็นข่าวกับบรรดายักษ์ใหญ่ในยุโรป แต่พวกเขากลับพามาค้าแข้งในถิ่นคราเว่น ค็อทเทจได้สำเร็จ ด้วยค่าตัวประมาณ 18 ล้านปอนด์เท่านั้น ทำให้ทีม “เจ้าสัวน้อย” ดูแข็งแกร่งขึ้นมาทันตาเห็น แต่ทีมจากเวลส์อย่างคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ กลับยังเสริมทัพได้ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน และตัวผู้เล่นชุดเดิมก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ด้วย โดยมีเพียงแอนโธนี่ พิลคิงตัน และจูเนียร์ ฮอยเล็ตต์เท่านั้น ที่เคยมีประสบการณ์บนเวทีพรีเมียร์ลีก นอกนั้นถือว่ายังเวอร์จิ้นกับศึกมหาโหดที่กำลังจะมาถึงทั้งหมด ทำให้พวเขาเป็นทีมเต็ง 1 ที่จะตกชั้นในฤดูกาลนี้

จริงอยู่ที่ว่าทีมน้องใหม่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว สามารถรอดจากการตกชั้นได้ทั้งหมด ทั้งฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ไบรท์ตัน และนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งหากว่าคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ไม่เสริมทัพให้แข็งแกร่งมากกว่านี้ และหวังพึ่งทีมเวิร์คและปาฏิหารย์ ก็เตรียมจองศาลา และจองตั๋วลงไปเล่นในศึกแชมเปี้ยนชิปฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน

“ท็อฟฟี่” กับกุนซือที่เฝ้ารอ

    หลังจากที่ประสบปัญหาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่ปลดโรนัลด์ คูมันน์ กุนซือชาวดัตช์ออกจากตำแหน่งตั้งแต่เริ่มฤดูกาลได้ไม่นาน ทีม “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตันก็มองหาผู้จัดการทีมคนใหม่ที่หวังว่าจะเข้ามาคุมทีมในระยะยาว เหมือนดั่งที่เดวิด มอยส์ กุนซือชาวสก็อตแลนด์เคยทำ ซึ่งพวกเขาได้เล็งไปที่มาร์โก ซิลวา กุนซือชาวโปรตุเกสที่ขณะนั้นเขาพึ่งเข้ามาคุมทีมวัตฟอร์ด คู่ปรับร่วมลีกได้ไม่นาน ซึ่งทางบอร์ดบริหารของทีม “แตนอาละวาด” ก็ไม่ยอมปล่อยตัวกุนซือที่ทำผลงานได้ดีในเวลานั้นออกไป และแสดงความไม่พอใจกับการกระทำของเอฟเวอร์ตันอย่างจริงจัง ทำให้เอฟเวอร์ตันต้องยอมละจากเป้าหมาย และเบนเป้าไปหาแซม อัลลาไดซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำทีมหนีตกชั้น ให้เข้ามารับงานคุมทีมแทน เนื่องจากตอนนั้นสถานการณ์ของทีมไม่สู้ดีนัก และต้องตกไปอยู่โซนท้ายตารางอยู่ช่วงหนึ่งด้วย ในตอนที่เดวิด อันสเวิร์ธ เด็กในเครือของสโมสรเข้ามารักษาการชั่วคราว โดยอดีตกุนซือคนดังของโบลตัน และเวสต์แฮมเซ็นสัญญากันเป็นเวลา 2 ปี ตามที่อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษต้องการ เพราะกุนซือจอมเขี้ยวอ่านเกมไว้แล้วว่าสโมสรต้องการความสามารถของเขาเพื่อให้ทีมอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกต่อไปเท่านั้น และเตรียมปลดเขาออกจากตำแหน่งหลังจบฤดูกาลอย่างแน่นอน ทำให้กุนซือวัย 63 ปีต้องเรียกสัญญาไว้ 2 ปีเพื่อต้องการเงินชดเชยจากการถูกปลด

ซึ่งก็เป็นไปตามคาดเมื่อ “บิ๊กแซม” พาทีมอยู่รอดบนพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ สโมสรก็จัดการปลดออกจากตำแหน่งหลังจบฤดูกาลทันที และได้ทาบทามมาร์โก ซิลวา เข้ามารับตำแหน่งทันที ซึ่งกุนซือวัย 41 ปี กลายเป็นกุนซือว่างงานแล้ว เนื่องจากถูกวัตฟอร์ดปลดจากตำแหน่งเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากที่ตกเป็นข่าวว่าแอบมีการเจรจากับเอฟเวอร์ตันได้ไม่นาน จนทำให้ฟอร์มของวัตฟอร์ดเริ่มย่ำแย่ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดสโมสรจึงตัดไฟแต่ต้นลม และไปจ้างฆาบี การ์เซียเข้ามารับงานคุมทีมช่วงที่เหลือของฤดูกาลแทน

ฤดูกาลที่จะถึงนี้เอฟเวอร์ตันได้กุนซือที่เขาต้องการสมใจแล้ว และตั้งเป้าที่จะกลับไปลุ้นพื้นที่ในการเล่นฟุตบอลยุโรปอีกครั้ง และฤดูกาลนี้น่าจะมีการปรับเปลี่ยนทีมอีกพอสมควร เมื่อเวย์น รูนี่ย์ ตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งในอเมริกากับดีซี ยูไนเต็ดแล้ว และน่าจะเริ่มทำการช็อปปิ้งในช่วงพรีซีซั่นนี้ โดยตกเป็นข่าวว่าพวกเขาเล็งเยอร์รี่ มิน่า ปราการหลังร่างใหญ่ทีมชาติโคลอมเบียจากบาร์เซโลน่ามาเสริมแนวรับที่เริ่มอายุเยอะแล้ว

วูล์ฟ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์

    หลังจากที่วูล์ฟแฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส ได้ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกไปเมื่อฤดูกาล 2011-2012 หลังจากนั้นก็เริ่มเสียสูญจนต้องตกไปเล่นในศึกลีก วันในฤดูกาลต่อมา แต่ยังดีที่เขากระเตื้องขึ้นสู่ศึกเดอะ แชมเปี้ยนชิปได้โดยทันทีในปีถัดมา หลังจากนั้นสถานการณ์ของทีมก็ยังคงทรงๆ ทรุดๆ ลงเล่นอยู่ในลีกรองอย่างไม่มีทีท่าว่าจะได้เลื่อนชั้น จนกระทั่งในช่วงกลางปี 2016 ได้มีกลุ่มทุนจากประเทศจีนได้เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร และได้มีการบูรณาการฝ่ายบริหารกว่า 1 ปี และเมื่อก่อนเริ่มฤดูกาลที่แล้ว พวกเขาได้นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ อดีตนายใหญ่ของเอฟซี ปอร์โต้ในช่วงต่อจากโชเซ่ มูรินโญ่เข้ามาคุมทีมในถิ่นโมลินิวซ์ กราวน์ ซึ่งช่วงนั้นสโมสรได้ดึงเจฟฟ์ ฉี ผู้บริหารจากจีนเข้ามาดูแลทีม และได้ดึงนักเตะคุณภาพมาร่วมทีมหลายราย ทั้งแบบการยืมตัว และการซื้อขาด และประสบความสำเร็จด้วยการเป็นแชมป์ในศึกอีเอฟแอล แชมเปี้ยนชิป และได้โควต้าเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกโดยอัตโนมัติได้อย่างไม่ยากเย็น ซึ่งพวกเขาได้สิทธิ์เลื่อนชั้นก่อนจบฤดูกาลเป็นเดือนๆ เลยทีเดียว

ฤดูกาลนี้พวกเขาก็ยังเสริมทัพอย่างต่อเนื่อง โดยการซื้อขาดดิโอโก้ โยตา ปีกดาวรุ่งชาวโปรตุเกสที่พวเขายืมตัวมาใช้งานจากแอตเลติโก มาดริด และทำผลงานได้ดีเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และรุย ปาตริซิโอ นายประตูทีมชาติโปรตุเกสชุดแชมป์ฟุตบอลยูโร 2016 รวมถึงเบนนิค อโฟเบ้ กองหน้าร่างใหญ่จากบอร์นมัธ และยังยืมตัวราอูล คิมิเนซ กองหน้าชาวเม็กซิกันมาจากเบนฟิก้าอีกด้วย ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่มีขุมกำลังที่ดีที่สุดทีมหนึ่งหลังจากเลื่อนชั้นจากแชมเปี้ยนชิปสู่พรีเมียร์ลีกเลยก็ว่าได้

แต่นอกจากนักเตะใหม่ที่เสริมทีมเข้ามาจะน่าสนใจ และทำให้ทีมมีความแข็งแกร่งมากขึ้นแล้ว แต่สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดของนักเตะของทีม “หมาป่า” ชุดนี้ก็คือรูเบน เนเวส กองกลางดาวรุ่งที่พวกเขาคว้ามาจากเอฟซี ปอร์โต้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งดาวรุ่งวัย 21 ปีรายนี้ โชว์ผลงานได้อย่างโดดเด่นให้กับทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเขาติดทีมยอดเยี่ยมประจำปีของศึกอีเอฟแอล แชมเปี้ยนชิปเมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วย และกำลังมีทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมกำลังให้ความสนใจที่จะคว้าตัวไปร่วมทีมอยู่ด้วย ซึ่งหากทีม “หมาป่า” สามารถรั้งตัวให้อยู่กับทีมได้ คาดว่าพวกเขามีโอกาสในการอยู่รอดในศึกพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้สูงทีเดียว

“ขุนค้อน” จอมสอย

  นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม ที่ตลาดซื้อขายนักเตะรอบฤดูร้อนเปิดอย่างเป็นทางการ ทีมที่น่าสนใจที่สุดทีมหนึ่งเลยคือทีม “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทีมดังจากกรุงลอนดอนของศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่พวกเขาได้มานูเอล เปเยกรินี่ กุนซือคนเก่งชาวชิลีมาคุมทีมแทนเดวิด มอยส์ ที่ทำทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้ไม่ดีนัก ซึ่งตลาดนักเตะเปิดได้ไม่นาน พวกเขาสอยดาวเตะเข้าสังกัดเป็นว่าเล่น และแต่ละรายล้วนมีดีกรีที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ซึ่งประกอบไปด้วยไรอัน เฟรเดริคส์ แบ็คขวาจากฟูแล่มแบบไม่มีค่าตัว แจ็ค วิลเชียร์ กองกลางวัย 26 ปีจากอาร์เซน่อลแบบไม่มีค่าตัวเช่นกัน รวมถึงลูคัสซ์ ฟาเบียนสกี้ นายประตูทีมชาติโปแลนด์จากสวอนซี ซิตี้ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ ซึ่งเท่าที่กล่าวมาดูเหมือนว่าจะเป็นดีลที่ธรรม แต่หลังจากนั้นมาถือว่าเป็นดีลใหญ่เลยทีเดียว

อิสซ่า ดิออป ปราการหลังดาวรุ่งวัย 21 ปีจากตูลูสในลีก เอิงของฝรั่งเศสด้วยค่าตัวสูงถึง 22.5 ล้านปอนด์ ซึ่งดาวเตะเชื้อสายฝรั่งเศส-เซเนกัลรายนี้มีดีกรีติดทีมชาติฝรั่งเศสชุดเยาวชนมาทุกชุด ไล่ตั้งแต่ชุดยู 16 เลยทีเดียว ส่วนอีกรายคืออังเดร ยาโมเลนโก้ ปีกทีมชาติยูเครนจากโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ ด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์ ซึ่งมาบวกกับผู้เล่นที่มีอยู่แล้ว ถือว่าพวกเขายกระดับทีมได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว โดยพวกเขายังแทบไม่เสียใครออกจากทีมไปเลย มีเพียงเจมส์ คอลลินส์ และปาทริช เอวร่า ที่ไม่ต่อสัญญากับทีม รวมถึงเจา มาริโอ กองกลางโปรตุกีสที่หมดสัญญายืมตัวจากอินเตอร์ มิลาน นอกนั้นนักเตะรายอื่นๆ ยังอยู่กับทีมทั้งหมด

สิ่งที่ต้องลุ้นหลังจากนี้ของแฟนบอลเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ก็คือพวกเขายังคงเดินหน้าในตลาดนักเตะต่อไป เพื่อคว้านักเตะคุณภาพเข้ามาเสริมทีมเพิ่มอีก และต้องลุ้นว่าพวกเขาจะรั้งนักเตะตัวหลักให้อยู่กับทีมต่อไปได้หรือไม่ เพราะนักเตะอย่างมาร์โก อเนาโตวิช กองหน้าทีมชาติออสเตรียก็ตกเป็นข่าวว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยให้ความสนใจที่จะคว้าตัวไปร่วมทีม ส่วนนักเตะอย่างฮาเวียร์ เอร์นานเดส หรือ “ชิชาริโต้” ก็มักอยู่กับทีมไหนไม่ได้นาน ซึ่งมีทีมอื่นสนใจคว้าตัวไปร่วมทีมอยู่ตลอดเวลา หรือไมเคิ่ล อันโตนิโอ กองกลางร่างใหญ่ที่ก็มีข่าวว่าเป็นที่ต้องการของทีมในพรีเมียร์ลีกด้วยกันมาโดยตลอด ซึ่งต้องลุ้นว่าความจริงจังของบอร์ดบริหาร และมานูเอล เปเยกรินี่ จะมีมากน้อยแค่ไหน และการทุ่มเงินมหาศาลเช่นนี้ พวกเขาจะตั้งเป้าไว้ที่อันดับเท่าไรเมื่อจบฤดูกาล ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย

 

ยักษ์ใหญ่ 6 ทีม

 

ศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ขึ้นชื่อและได้รับการยอมรับจากวงการฟุตบอลว่าเป็นลีกที่แข็งแกร่งที่สุด และมีคู่ปรับในการเบียดแย่งแชมป์กันมากที่สุดอีกด้วย โดยในแต่ละฤดูกาลมีทีมที่มีโอกาสลุ้นแชมป์สูงถึง 6 ทีมเลยทีเดียวในระยะหลัง ซึ่งก่อนหน้านี้ในยุทศวรรษที่ 90 ก็มีเพียงฤดูกาลละ 2-3 ทีมเท่านั้นที่เบียดแย่งแชมป์กัน แต่ด้วยการเข้ามาของนายทุนต่างชาติ ทำให้แต่ละทีมแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จน ณ ตอนนี้แค่ตอนเริ่มต้นของฤดูกาลก็ถูกมองว่ามี 6 ทีมด้วยกันที่มีโอกาสเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในช่วงบั้นปลายฤดูกาล ประกอบไปด้วยแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาร์เซน่อล ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เชลซี และลิเวอร์พูล ซึ่งศักยภาพของแต่ละทีมสูสีคู่คี่กันอย่างยิ่ง โดยทีม “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เป็นทีมล่าสุดที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิง จนกลายเป็นกลุ่มบิ๊ก 6 ของลีกในปัจจุบัน

ตั้งแต่ลีกสูงสุดของอังกฤษได้ทำการเปลี่ยนชื่อมาเป็นพรีเมียร์ลีกเมื่อปี 1992 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็เป็นแถวหน้าของการลุ้นแชมป์มาทุกฤดูกาล และกอบโกยแชมป์ได้ถึง 13 ครั้ง ตั้งแต่ในยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน บรมกุนซือชาวสก็อตแลนด์ โดยมีอาร์เซน่อลที่ก้าวเข้ามาเป็นคู่ต่อกรคนสำคัญในช่วงปลายทศวรรษที่ 90 ในยุคการคุมทีมของอาร์เซน เวนเกอร์ ต่อมาก็มีเชลซีในยุคที่โรมัน อบราโมวิช มหาเศรษฐีชาวรัสเซียได้เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร และได้ตั้งโชเซ่ มูรินโญ่เข้ามาคุมทีม และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในปี 2005 โดยช่วงนั้นมีลิเวอร์พูลที่เริ่มเข้ามาป้วนเปี้ยนบริเวณหัวตารางอยู่สม่ำเสมอในยุคของราฟาเอล เบนิเตซ และช่วงต้นปี 2010 ก็มีแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้กลุ่มทุนรายใหญ่จากตะวันออกกลางเข้ามาลงทุน จนทำให้ทีมกลายเป็นทีมชั้นนำของลีกในทันที โดยมีสเปอร์ที่ก้าวขึ้นมาอีกทีมหนึ่งในช่วง 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา โดยมีเพียงลิเวอร์พูล และท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์เท่านั้น ที่ยังไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้ โดยมีแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และเลสเตอร์ ซิตี้ ที่เป็นตาอยู่ก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์ได้ทีมละ 1 สมัย แต่ 2 ทีมนี้แทบไม่เคยได้เบียดแย่งแชมป์ในฤดูกาลอื่นๆ เลย

ฤดูกาลที่จะถึงนี้ แชมป์พรีเมียร์ลีกของอังกฤษก็คงหนีไม่พ้น 1 ใน 6 ทีมนี้อย่างแน่นอน อยู่ที่ว่าวาสนาทีมไหนจะมีมากกว่ากัน ซึ่งแชมป์เก่าอย่าง “เรือใบสีฟ้า” ยังดูมีภาษีดีกว่าทีมอื่นๆ เพราะขุมกำลังยังแข็งแกร่ง แถมยังมีเงินทุนคอยหนุนหลังอย่างหนักหน่วง รวมถึงยังมีกุนซือที่ชื่อเป็ป กวาดิโอล่าคุมทีมอยู่ด้วย