คาร์ดิฟฟ์ ดีเกินคาด

     ด้วยความที่เป็นน้องใหม่ของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ ทำให้ทีมคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ซึ่งเป็นทีมที่ตั้งอยู่ในประเทศเวลส์ ก็ต้องกลายเป็นตัวเต็งที่จะต้องตกชั้นไปสู่ศึกอีเอฟแอล แชมเปี้ยนชิปในฤดูกาลหน้า ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับทีมน้องใหม่ของพรีเมียร์ลีก เนื่องจากศักยภาพของทีมนั้นจะยังไม่เท่ากับทีมที่อยู่ในพรีเมียร์ลีกก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน แต่ในฤดูกาลนี้ถือว่าผิดแปลกไปจากเดิมเล็กน้อย เนื่องจาก 2 ทีมน้องใหม่อย่างวูล์ฟส์แฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส และฟูแล่ม ที่ก็พึ่งเลื่อนชั้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกเช่นกัน แต่บ่อนรับพนันของอังกฤษกลับไม่ได้ให้พวกเขาเป็นทีมเต็งที่จะต้องตกชั้นในฤดูกาลนี้แต่อย่างใดในช่วงก่อนเริ่มฤดูกาล ซึ่งก็มาจากการซื้อขายนักเตะในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมานั่นเอง ซึ่งทั้ง 2 สโมสรได้ทุ่มเงินซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมมากมาย ทำให้ศักยภาพของทีมสามารถเทียบเท่ากับทีมในพรีเมียร์ลีกได้ โดยเฉพาะฟูแล่มที่ทุ่มเงินไปเกินกว่า 100 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ในการซื้อนักเตะร่วมโหลมาร่วมทีม ส่วนวูล์ฟส์แฮมตันนั้นก็มีทีมที่ดีอยู่แล้ว ทำให้พวกเขาเสริมทีมอีกเล็กน้อยเท่านั้น ก็ทำให้ทีมของพวกเขาดูแข็งแกร่งขึ้นมาทันที

แต่สำหรับคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อพวกเขาลงทุนไปไม่ถึง 30 ล้านปอนด์ด้วยซ้ำ ในการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แถมนักเตะที่ซื้อเข้ามานั้นก็มีเพียงจอช เมอร์ฟี่ย์ บ็อบบี้ รีด เกร็ก คันนิ่งแฮม และอเล็ก สมิธตี้ส์เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะในระดับแชมเปี้ยนชิปทั้งสิ้น ทำให้นักวิเคราะห์ต่างๆ มองว่าพวกเขาไม่ได้มีศักยภาพของทีมดีขึ้นเลย ทำให้เป็นเต็งจ๋าที่จะต้องตกชั้นในฤดูกาลนี้อย่างแน่นอน แถมพวกเขายังมีนีล วอร์น็อค กุนซือจอมเก๋าวัย 70 ปีคุมทีมอยู่ด้วย ซึ่งถึงแม้ว่าเขาจะคุมทีมเลื่อนชั้นขึ้นพรีเมียร์ลีกได้ก็ตาม แต่ก็ถูกมองว่าฝีมือของเขาไม่ดีพอสำหรับพรีเมียร์ลีก เหมือนอย่างในช่วงที่ผ่านมา ที่เขาก็เคยคุมทีมตกชั้นมาแล้วด้วย

แต่ผลงานในช่วงที่ผ่านมาของคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ กลับไม่แย่อย่างที่คิด เนื่องจากหลังผ่านมาแล้วเกือบครึ่งฤดูกาล พวกเขายังสามารถอยู่ในโซนปลอดภัยได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะมีเพียง 14 คะแนนจาก 16 นัดก็ตาม แต่ก็มีทีมที่ผลงานแย่กว่าพวกเขาหลายทีมทีเดียว ซึ่งจุดแข็งของพวกเขาคือเกมในรังคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ สเตเดี้ยม ที่สามารถเก็บได้ถึง 13 คะแนนจาก 14 คะแนนของพวกเขา โดยชนะได้ถึง 4 นัดในช่วง 5 นัดหลังสุดในการเล่นในถิ่นตัวเอง

บทความโดย  918kissbyp8.com

ไม่ใช่ปีของ ‘ซาฮา’

    บทความฟุตบอลพรีเมียร์ลีกโดย 918kiss ทีม “ปราศาทเรือนแก้ว” คริสตัล พาเลซ ถือว่าเป็นทีมที่มาแรงมากในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลที่แล้ว ทำให้พวกเขาหนีการตกชั้นมาได้อย่างสบาย หลังจากที่ช่วงต้นฤดูกาลพวกเขาไปทำการปลดกุนซือแฟรงค์ เดอ บัวร์ กุนซือชาวดัตช์ออกจากตำแหน่ง ทั้งๆ ที่พึ่งคุมทีมมาได้เพียงแค่ 4 นัดแรกของฤดูกาลเท่านั้น ทำให้ทีมเกิดปัญหาขึ้นทันที แต่บอร์ดบริหารของทีมก็เหมือนจะตัดสินใจถูกต้องเมื่อไปคว้าตัวรอย ฮ็อดจ์สัน กุนซือจอมเก๋าเข้ามาคุมทีมแทน และสามารถพาทีมทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งนอกจากจะต้องยกเครดิตให้กับอดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษแล้ว อีกคนที่ได้รับคำชมเป็นอย่างมากก็คือวิลฟรีด ซาฮา ตัวรุกทีมชาติไอวอรี่ โคสต์ของทีมนั่นเอง ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วถือว่าเป็นฤดูกาลที่เขาทำผลงานได้ดีที่สุดในอาชีพค้าแข้งเลยด้วย

ปีกจอมแกร่งวัย 26 ปีมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในแนวรุกของทีมคริสตัล พาเลซ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว เนื่องจากเขาเป็นนักที่สามารถเลี้ยงหลบกินตัวคู่แข่งได้เก่งที่สุดคนหนึ่งของลีก ทำให้การกองหลังของคู่แข่งนั้นต้องเข้ามารุมเขาเป็นประจำ ซึ่งมันทำให้กองหน้าตัวเป้าของทีมเล่นง่ายขึ้นด้วย จนทำให้ทีมฟอร์มดีอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลที่แล้ว และสามารถพาทีมจบอันดับที่ 11 ของตารางได้อย่างสวยงาม ซึ่งด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยม ทำให้เขาตกเป็นเป้าหมายของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ศ ทีมชั้นนำของลีกที่ต้องการคว้าตัวไปร่วมทีม แต่ด้วยการตั้งราคาไว้สูงถึง 75 ล้านปอนด์ ทำให้ทีม “ไก่เดือยทอง” ถอยทัพกลับไปในที่สุด ทำให้วิลฟรีด ซาฮา ตัดสินใจต่อสัญญาอยู่ในถิ่นเซลเฮิร์ส ปาร์คต่อไป 5 ปีในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมาด้วย

ช่วงต้นฤดูกาลฟอร์มการเล่นของเขายังคงดีอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถทำประตูช่วยทีมได้ตลอด แต่หลังจากที่ทีมมีปัญหากองหน้าตัวเป้าบาดเจ็บ ทั้งคอนนอร์ วิคแฮม ที่เจ็บมานานแล้ว และคริสติญง เบนเตเก้ กองหน้าชาวเบลเยี่ยมมาบาดเจ็บไปอีก ทำให้เขาต้องขยับเข้าไปเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้าอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ผลงานของเขาตกลงเป็นอย่างมากในฤดูกาลนี้ ซึ่งหลังจากทำประตูชัยพาทีมบุกชนะฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ได้ในช่วงกลางเดือนกันยายนแล้ว เขาก็ไม่สามารถช่วยทีมทำประตูได้อีกเลยนับจากนั้น ซึ่งเกิน 10 นัดมาแล้ว หากนับเป็นนาทีนั้น เท่ากับว่าเขาไม่สามารถยิงประตูให้ทีมในลีกมาได้เกิน 1,000 นาทีแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลการแข่งขันของทีมอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่ผ่านมา

 

บิ๊กแมตช์ที่ 2 ของฤดูกาล

     การพบกันระหว่างทีมในบิ๊ก 6 ในฤดูกาลนี้ถือว่ามาเร็วมากทีเดียว โดยเฉพาะกับอาร์เซน่อล ที่คอมพิวเตอร์เจ้ากรรมดันแรนดอมมาให้พวกเขาเจอกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และบุกไปเยือนสแตนฟอร์ด บริดจ์ของเชลซีใน 2 นัดแรกของฤดูกาล ซึ่งถือว่าเป็นบิ๊กแมตช์นัดที่ 2 ของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ด้วย ซึ่งถือว่ามาเร็วกว่าทุกปีเลยทีเดียว โดยอาร์เซน่อลที่แพ้ให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้มาก่อนในนัดแรกของฤดูกาลต้องแบกรับความกดดันที่มากกว่า โดยเฉพาะกุนซือใหม่อย่างอูไน อเมรี่ กุนซือชาวสเปนที่เข้ามาคุมทีมเป็นปีแรก ซึ่งกำลังต้องการแต้มแรกในพรีเมียร์ลีกของเขาเป็นอย่างยิ่ง ต่างกับเชลซีของเมาริซิโอ ซาร์รี่ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นกุนซือที่มาใหม่เหมือนกัน แต่ว่ากุนซือชาวอิตาเลี่ยนได้ทำการปลดล็อคชัยชนะนัดแรกของเขาไปแล้ว ด้วยบุกบุกไปยำฮัเดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ได้ถึง 3-0 ในนัดแรกของฤดูกาล

ซึ่งรูปเกมช่วงต้นเป็นเจ้าถิ่นที่โขยกเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง และมาได้ประตูแรกจากจังหวะที่มาร์กอส อลอนโซ่ หลุดกับดักล้ำหน้าของทีม “ปืนใหญ่มาได้” ก่อนผ่านเข้ากลางให้เปโดร โรดริเกซ ซัดด้วยซ้ายให้เชลซีออกจำตั้งแต่นาทีที่ 9 และพอถึงนาทีที่ 20 พวกเขาก็ได้ประตูทิ้งห่างอาร์เซน่อลไปเป็น 2-0 โดยมาได้ประตูจากอัลบาโร่ โมราต้า กองหน้าชาวสเปนที่ปืนฝืดมานาน  ซึ่งหลังจากนั้นเชลซีก็เหมือนจะยังดูดีกว่าอีกซักพัก แต่พอหลังจากผ่านครึ่งชั่วโมงแรกไป อาร์เซน่อลก็เหมือนจับจังหวะเกมได้ และสร้างโอกาสสวยๆ ได้หลายครั้ง แต่เฮนริค มคิทาร์ยาน และปิแอร์ อเมริค โอบาเมยองยิงไม่ตรงกรอบ แต่สุดท้ายพวกเขาก็มาตีไข่แตกจากมคิทาร์ยานจนได้ในนาทีที่ 37 และหลังจากนั้น 4 นาทีก็เป็นอเล็ก อิโวบี้ ตัวรุกทีมชาติไนจีเรียทำประตูตีเสมอได้สำเร็จเป็น 2-2 ซึ่งตอนนั้นเชลซีกำลังระส่ำทีเดียว แต่ว่าก็จบครึ่งแรกไปเสียก่อน

ลงมาครึ่งหลังเกมก็ยังแลกกันได้สนุกทีเดียว โดยผลัดกันมีโอกาสอยู่เรื่อยๆ ไปจนถึงช่วงท้ายเกม ที่ตอนนั้นส่งมาเตโอ โควาซิช และเอแดน อาซาร์ลงสนามมาตั้งแต่นาทีที่ 60 แล้วนาทีที่ 81 เชลซีก็มาได้ประตูชัยจากมาร์กอส อลอนโซ่ แบ็คซ้ายชาวสเปนที่เติมขึ้นมายิงลูกเปิดของอาซาร์ผ่านมือปีเตอร์ เช็กเข้าไป ทำให้เจ้าถิ่นกลับขึ้นนำอีกครั้ง และจบลงด้วยสกอร์นี้ ทำให้อาร์เซน่อลต้องแพ้ไปเป็นนัดที่ 2 ติดต่อกันแล้วด้วย ส่วนเชลซีก็กลายเป็นชนะ 2 นัดแรกเช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก live22vip.net

 

เปลี่ยนเวลาปิดตลาด

      หลังจากที่มีการลงมติกันของ 20 ทีมในพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วว่าจะให้ปรับเวลาการเปิดตลาดซื้อขายนักเตะของทีมในพรีเมียร์ลีกให้มีการปิดเร็วขึ้นจากเดิมที่ตลาดซื้อขายในอังกฤษก็จะใช้กฏสากลที่จะไปปิดกันในวันที่ 31 สิงหาคม แต่ว่าจากการหารือกัน และได้ทำการโหวตกันทำให้มีผลออกมาว่าพวกเขาจะเปลี่ยนกฏใหม่ว่าจะมาปิดตลาดซื้อขายนักเตะกันเร็วขึ้นเป็นวันพฤหัสบดีเวลา 5 โมงเย็นในสัปดาห์ที่พรีเมียร์ลีกจะทำการแข่งขันในแต่ละฤดูกาล ซึ่งในฤดูกาลนี้มันตรงกับวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากการใช้งานเพียงครั้งแรกก็เหมือนว่าจะเริ่มมีเสียงต่อต้านซะแล้ว เนื่องจากทางพรีเมียร์ลีกดันมาปรับกฏใหม่ในปีที่มีศึกฟุตบอลโลกคั่นกลางพอดีด้วย ทำให้บรรดาสโมสรต่างๆ ก็ไม่สามารถติดต่อเจรจาซื้อขายกับนักเตะที่ได้ไปเล่นในศึกฟุตบอลโลกได้เลย ซึ่งมันกินเวลาไป 1 เดือนเต็มๆ ทำให้ตลาดซื้อขายนักเตะในปีนี้สั้นลงไปอีกมาก หากว่าไม่ทำแผนการให้ดีเสียก่อน ดังเช่นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ต้องประสบปัญหาในช่วงที่ผ่านมา ที่ไม่สามารถคว้าตัวนักเตะตามที่ต้องการได้เลย และมีข่าวว่า 2 ทีมนี้เป็นโต้โผใหญ่ในการที่จะพยายามให้เปิดโหวตใหม่อีกครั้งในฤดูกาลนี้ เพื่อต้องการที่จะให้ตลาดซื้อขายนักเตะกลับมาปิดตามเวลาสากลคือวันที่ 31 สิงหาคมอีกครั้ง

กฏใหม่ที่พวกเขาตั้งขึ้นมาก็เพื่อที่จะให้ความเท่าเทียมกันระหว่างทีมใหญ่กับบรรดาทีมเล็กๆ เนื่องจากพรีเมียร์ลีกเป็นลีกที่จะเปิดกันในช่วงต้นเดือน หรือไม่ก็กลางเดือนสิงหาคม หากว่าตลาดซื้อขายนักเตะปิดแบบเดิมคือช่วงสิ้นเดือน จะทำให้ทีมยักษ์ใหญ่ต่างๆ ที่เห็นจุดอ่อนของตัวเองหลังเริ่มฤดูกาลไปแล้ว ได้มีโอกาสทำการซื้อตัวนักเตะเพิ่มในช่วงที่เหลืออีกประมาณ 2 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย เนื่องจากทีมยักษ์ใหญ่จะมีเงินทุนที่มากกว่านั่นเอง และหากเป็นเช่นนั้นมันก็จะทำให้คุณภาพทีมนั้นห่างกันมากกว่าเดิมด้วย ซึ่งว่ากันว่าทีมเล็กๆ จะได้ประโยชน์จากกฏนี้ แต่มันก็มีช่องโหว่ของกฏใหม่นี้เช่นกัน เมื่อพวกเขาซื้อไม่ได้หลังจากปิดตลาดไปแล้ว แต่ว่าบรรดาทีมจากลีกอื่นยังมาซื้อนักเตะของทีมในพรีเมียร์ลีกได้อยู่ เนื่องจากว่าตลาดซื้อขายนักเตะนั้นปิดเวลาไม่ตรงกัน ทำให้หากมีทีมยักษ์ใหญ่มาสนใจนักเตะในพรีเมียร์ลีก แล้วสามารถคว้าตัวไปร่วมทีมได้สำเร็จ เท่ากับว่าพวกเขาจะไม่มีโอกาสหาตัวแทนมาร่วมทีมได้เลย

บทความโดย สล็อตออนไลน์

รวมฮิตกุนซือ

บทความฟุตบอลพรีเมียร์ลีกโดย scr888

ศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษขึ้นชื่อว่าเป็นลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก และเต็มไปด้วยนักเตะระดับซุเปอร์สตาร์หลากหลายประเทศมารวมตัวกัน และยังเป็นลีกที่ไม่มีการพักเบรคหนีหนาวในช่วงหลังคริสมาสต์ แต่กลับเตะกันมากขึ้นด้วยซ้ำในช่วงปลายปีจนถึงต้นปี ซึ่งบรรดาผู้จัดการทีมก็ต่างออกความเห็นว่ามีควรมีช่วงพักเบรคหนีหนาวบ้าง และทางพรีเมียร์ลีกก็เริ่มมีแนวคิดที่จะพักเบรคหนีหนาวประมาณ 2 สัปดาห์ โดยจะเริ่มใช้ในเร็วๆ นี้ด้วย แต่สิ่งที่พรีเมียร์ลีกต่างจาก 5 ลีกใหญ่อีกอย่างหนึ่งก็คือทีมจากพรีเมียร์ลีกมีการใช้กุนซือต่างชาติมาคุมทีมมากที่สุดในบรรดา 5 ลีกใหญ่ของยุโรป ทั้งบุนเดสลีก้า ลา ลีก้า กัลโช่ เซเรีย อา และลีก เอิง ซึ่งแต่ละลีกที่กล่าวมานั้นใช้กุนซือภายในประเทศคุมทีมเกินครึ่งทั้งนั้น โดยเฉพาะอิตาลีที่ชาตินิยมสุดๆ เนื่องจากมีทางอุดิเนเซ่คนเดียวเท่านั้นที่ใช้กุนซือเป็นชาวต่างชาติ แต่พรีเมียร์ลีกของอังกฤษ กลับมีกุนซือที่เป็นสัญชาติอังกฤษเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น

เอ็ดดี้ ฮาวของบอร์นมัธ ชอน ไดซ์ของเบิร์นลี่ย์ นีล วอร์น็อคของคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ และรอย ฮ็อดสันของคริสตัล พาเลซ เป็นเพียง 4 คนเท่านั้นที่เป็นกุนซือในพรีเมียร์ลีกที่มีสัญชาติอังกฤษ นอกนั้นเป็นกุนซือต่างชาติทั้งหมด โดยอาจจะมีบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างมาร์ค ฮิวจ์ที่เป็นชาวเวลส์ของเซาต์แธมตัน และคริส ฮิวจ์ตันของไบรท์ตันด้วย แต่นอกนั้นถือว่าเป็นลีกที่มีกุนซือรวมฮิตจากหลายสัญชาติมากๆ โดยมีผู้จัดการทีมชาวสเปนอยู่ถึง 4 คนเท่ากับชาติเจ้าของลีกด้วยซ้ำ ซึ่งนี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่อังกฤษเป็นชาติที่ไม่มีกุนซือระดับโลกเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งหากดูจากสถิติจะพบว่ากุนซือชาวอังกฤษที่สามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้คนสุดท้ายก็คือฮาเวิร์ด วิลกินสัน ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษที่พาลีดส์ ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษในฤดูกาล 1991-1992 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายก่อนที่ลีกสูงสุดจะเปลี่ยนมาเป็นพรีเมียร์ลีกจนถึงปัจจุบันนี้ และหลังจากนั้นมาก็เป็นยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน กุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่เป็นชาวสก็อตแลนด์ ที่พาทีม “ปีศาจแดง” เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกถึง 13 สมัย ก่อนจะวางมือไปเมื่อฤดูกาล 2012-2013 ต่อด้วยอาร์เซน เวนเกอร์ที่เป็นชาวฝรั่งเศส ที่พาอาร์เซน่อลคว้าแชมป์ได้ 3 สมัย และโชเซ่ มูรินโญ่ที่เป็นชาวโปรตุเกส ที่พาเชลซีคว้าแชมป์ได้ 3 สมัยเช่นกันใน 2 ยุคที่เขาคุมทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” และไม่มีกุนซือชาวอังกฤษคนไหนที่ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งในยุคนั้นเลยด้วย

วัตฟอร์ดกับความเป็นจริง

    ในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมาของศึกพรีเมียร์ลีกอังฤษ ทีม “แตนอาละวาด” วัตฟอร์ด เป็นทีมที่สร้างความประหลาดใจให้แฟนบอลเป็นอย่างมาก เมื่อพวกเขาเคยสามารถขึ้นไปเป็นจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีกอยู่แว๊บหนึ่งด้วย หลังจากที่เก็บชัยชนะได้ติดต่อกันถึง 4 นัด ในช่วงเดือนสิงหาคม ต่อมาจนถึงต้นเดือนกันยายน โดยสามารถพลิกล็อคเอาชนะทีมอย่างท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ศได้ในตอนนั้นด้วย ซึ่งทำให้ฆาบี กราเซีย กุนซือชาวสเปนของทีมคว้ารางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนสิงหาคมมาครองได้สำเร็จด้วย แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทีมวัตฟอร์ดก็เริ่มทำผลงานได้แผ่วลงเรื่อยๆ โดยมีช่วงที่ไม่สามารถเก็บชัยชนะติดต่อกันได้ถึง 4 นัด ก่อนจะมาเก็บชัยชนะได้ 2 นัดรวดในช่วงปลายเดือนตุลาคม ทำให้สถานการณ์ของพวกเขายังไม่ทรุดหนักนัก แต่ทว่าผลงานในลีก 5 นัดหลังสุดของพวกเขากลับไม่สามารถเก็บชัยชนะได้อีกเลย โดยเป็นการแพ้ไปถึง 4 นัด และบุกไปเสมอเซาต์แธมตันได้ที่เซนต์ แมร์รี่เพียงนัดเดียวเท่านั้น นอกนั้นพวกเขาแพ้เรียบให้กับคู่แข่ง

ด้วยผลงานการออกสตาร์ตฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้ ทำให้บอร์ดบริหารของทีมวัตฟอร์ดตัดสินใจยื่นสัญญาระยะยาวให้กับกุนซือชาวสเปนทันที ซึ่งทำให้ฆาบี กราเซีย ตัดสินใจจรดปากกาต่อสัญญาคุมทีมในถิ่นวิคาเลจ โร๊ดต่อไปทันที โดยสัญญาฉบับใหม่จะทำให้เขาอยู่คุมทีม “แตนอาละวาด” ไปจนถึงกลางปี 2023 เลยทีเดียว และนอกจากนั้นยังมีออปชั่นการขยายสัญญาเพิ่มไปอีก 3 ปีด้วย ซึ่งเท่ากับว่าหากวัตฟอร์ดใช้ออปชั่นต่อสัญญาออกไป จะทำให้เขามีสัญญาอยู่กับทีมถึง 7 ปีครึ่งเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการเซ็นต์สัญญาฉบับใหม่ที่ยาว และเสี่ยงมากสำหรับวัตฟอร์ด ถึงแม้ว่าสัญญาฉบับแรกจะมีระยะเวลา 4 ปีครึ่งก็ตาม แต่โดยปกติแล้วแต่ละทีมมักจะทำสัญญากับกุนซือไม่เกิน 3 ปีเท่านั้น เนื่องจากเวลาทีมผลงานไม่ดี จะได้สามารถปลดจากตำแหน่งได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับกุนซือมากนัก แต่ในกรณีนี้วัตฟอร์ดจะต้องจ่ายให้กับกุนซือชาวสเปนรายนี้หนักทีเดียว หากว่าจะปลดเขาออกจากตำแหน่งในฤดูกาลนี้ หรือแม้แต่ฤดูกาลหน้าก็ตาม

ฆาบี กราเซีย เข้ามาคุมทีมวัตฟอร์ดตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยเข้ามาแทนที่มาร์โก ซิลวา กุนซือชาวโปรตุกีสที่โดนปลดจากตำแหน่งไป แต่ผลงานการคุมทีมของเขาเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็ย่ำแย่ แต่ยังดีที่พวกเขาตุนคะแนนไว้ได้พอสมควรในช่วงครึ่งฤดูกาลแรก ทำให้พวกเขารอดพ้นจากการตกชั้นมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ซึ่งฤดูกาลนี้ก็อาจจะเป็นเช่นนั้นอีกครั้งก็ได้ หลังจากทีมเริ่มที่จะฟอร์มแผ่วเสียแล้วในตอนนี้

 

แนวรุก “ขุนค้อน” เริ่มเข้าที่

     ทีม “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เป็นทีมระดับกลางของพรรีเมียร์ลีกมาโดยตลอดในระยะหลัง แต่ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา ทีมในเมืองหลวงของประเทศอังกฤษได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย โดยเหมือนเป็นการอัพเกรดทีมให้มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆ โดยไล่ตั้งแต่การเปลี่ยนกุนซือจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วใช้เดวิด มอยส์ กุนซือชาวสก็อตแลนด์ แล้วผลงานของทีมก็ไม่ได้ดีมากนัก ทำให้พวกเขาลงทุนไปจ้างมานูเอล เปเญกรินี่ กุนซือจอมเก๋าชาวชิลีเข้ามาคุมทีมแทน ซึ่งก่อนหน้านี้เขาหันไปคุมทีมในประเทศจีนอยู่พักหนึ่ง ซึ่งกุนซือรายนี้ถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว โดยเขาสามารถพาทีม “เรือใบสีฟ้า” คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้วในฤดูกาล 2013-2014 รวมถึงแชมป์ลีก คัพอีก 2 สมัยด้วย นอกจากนั้นบอร์ดบริหารของสโมสรเวสต์แฮม ยูไนเต็ดที่นำโดยเดวิด โกลด์ และเดวิด ซุลลิแวน ก็ได้ทุ่มงบประมาณอีกกว่า 100 ล้านปอนด์ ให้อดีตกุนซือเรอัล มาดริด และบีญาร์เรอัลรายนี้จับจ่ายนักเตะเข้ามาเสริมทีมในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะรอบที่ผ่านมาด้วย

ซึ่งเวสต์แฮมก็ได้เสริมนักเตะเข้ามาหลายคนเลยทีเดียว โดยที่น่าสนใจก็คือนักเตะในตำแหน่งตัวรุกที่พวกเขาไปคว้าตัวเฟลิเป้ อันแดร์สัน ปีกชาวบราซิเลี่ยนมาจากลาซิโอได้สำเร็จ ซึ่งค่าตัวกว่า 40 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ซึ่งดาวเตะวัย 25 ปีรายนี้เคยตกเป็นเป้าหมายของทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปด้วย โดยเฉพาะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เคยมีข่าวอยากได้นักเตะรายนี้มาครอบครองเมื่อ 2-3 ปีก่อน แต่ก็เป็นทีม “ขุนค้อน” ที่คว้าตัวมาร่วมทีมได้สำเร็จ และอีกคนที่น่าสนใจก็คืออังเดรย์ ยาโมเลนโก้ ปีกทีมชาติยูเครนจากโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์นั่นเอง ซึ่งงถึงแม้ว่าเขาจะไปล้มเหลวกับทีมดังในเมืองเบียร์มาก็ตาม แต่ผลงานก่อนหน้านี้กับดินาโม เคียฟ และกับทีมชาติถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ ทำให้เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ถูกมองว่าจะเป็นทีมที่มีเกมรุกที่อันตรายเป็นอย่างมากในฤดูกาลนี้

แต่กว่าที่ทีมของพวกเขาจะลงตัวก็ต้องรอผ่านมาเกือบถึงครึ่งฤดูกาลเลยทีเดียว เนื่องจากช่วงต้นฤดูกาลผลงานของทีมก็ย่ำแย่มาก และก็ยังไม่เจอระบบการเล่นที่ลงตัวด้วย จนกระทั่งมาค้นพบระบบการเล่นกองหน้าคู่ ซึ่งทำให้เกมรุกของพวกเขาดีขึ้นเป็นอย่างมาก ทำให้พวกเขาเริ่มเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกลับมาของฮาเวียร์ เอร์นานเดส หรือชิชาริโต้ กองหน้าทีมชาติเม็กซิโก ซึ่งเหมือนเป็นจิ๊กซอว์ที่หายไปของทีมในช่วงที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้

การเปลี่ยนแปลงของทีม “นักบุญ”

          การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ได้เริ่มต้นมาเกือบถึงครึ่งฤดูกาลแล้ว โดยก่อนหน้านี้ได้มีการเปลี่ยนกุนซือรายแรกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็คือทีม “เจ้าสัวน้อย” ฟูแล่ม ทีมน้องใหม่ของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้นั่นเอง ที่ซลาวิซ่า โยคาโนวิช กุนซือชาวเซอร์เบียที่พาทีมเลื่อนชั้นขึ้นจากอีเอฟแอล แชมเปี้ยนชิป ถูกปลดจากตำแหน่งไป และทีมได้แต่งตั้งเคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือจอมเก๋าชาวอิตาเลี่ยนเข้ามาคุมทีมแทนเมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงก่อนเบรคพักให้กับโปรแกรมทีมชาตินั่นเอง ซึ่งก็ถือว่าผิดคาดจากที่บ่อนรับพนันถูกกฏหมายตั้งอัตราต่อรองไว้พอสมควรทีเดียว เนื่องจากก่อนเริ่มฤดูกาลอดีตกุนซือเมืองทอง ยูไนเต็ดรายนี้ ไม่ได้เป็นตัวเต็งในการถูกปลดจากตำแหน่งกุนซือเป็นคนแรกแต่อย่างใด แต่ด้วยผลงานของฟูแล่มในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้บอร์ดบริหารต้องจำใจปลดเสียไม่ได้ เพราะกลายเป็นทีมบ๊วยของตาราง ทั้งๆ ที่ลงทุนไปกว่า 100 ล้านปอนด์ในการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีม

แต่หลังจากที่สลาวิซ่า โยคาโนวิช โดนปลดไปเป็นคนแรกแล้ว กุนซือรายที่สองที่ถูกปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีมก็ตามมาทันที ซึ่งก็คือมาร์ค ฮิวจ์ กุนซือชาวเวลส์ของทีมเซาต์แธมตันนั่นเอง ซึ่งอดีตกุนซือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และสโต๊ค ซิตี้รายนี้พึ่งเข้ามาคุมทีมในถิ่นเซนต์ แมร์รี่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเท่านั้น และเป็นคนที่ทำให้ทีมรอดพ้นจากการตกชั้นเมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วย แต่เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาก็ต้องถูกปลดจากตำแหน่งไป เมื่อพาทีมทำผลงานได้ย่ำแย่ และทำให้ทีม “นักบุญ” ต้องอยู่ในโซนตกชั้นจนถึงตอนนี้ โดยสามารถเก็บชัยชนะได้แค่นัดเดียวเท่านั้นในช่วงที่ผ่านมา คือการบุกเอาชนะคริสตัล พาเลซ 2-0 เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน แต่หลังจากนั้นมามีแต่ผลเสมอกับแพ้เท่านั้น

โดยทีมเซาต์แธมตันได้ไปแต่งตั้งราล์ฟต์ ฮาเซ็นฮุตเทิ่ล กุนซือวัย 51 ปีชาวออสเตรียเข้ามาคุมทีมแทน โดยกุนซือรายนี้เคยมีประสบการณ์คุมทีมอาแบ ไลป์ซิก ในศึกบุนเดสลีก้าเยอรมันมาก่อน รวมถึงยังเคยคุมีมอิงโกลสตัดต์คว้าแชมป์ลีก้า สองของเยอรมันมาแล้วด้วย ซึ่งก็ถือว่าโปรไฟล์ และผลงานที่ผ่านมาก็ไม่เลวทีเดียว แต่นัดแรกในการคุมทีมของเขาก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้ทันที โดยเป็นการบุกไปแพ้ให้กับคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ถึงประเทศเวลส์ 0-1 ทำให้พวกเขาคงต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นอย่างหนักอีกครั้งในฤดูกาลนี้

ข้อมูลโดย live22sure.com

งานเข้าที่เวสต์แฮม

     ต้องเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเสียแล้วสำหรับมานูเอล เปเญกรินี่ กุนซือชาวชิลีที่ตัดสินใจมารับงานคุมทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทีมในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ เนื่องจากพวกเขาต้องแพ้ใน 2 นัดแรกของฤดูกาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยการแพ้ให้กับลิเวอร์พูล ทีมเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ถึงถิ่นแอนฟิลด์ 0-4 ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เนื่องจากทีม “หงส์แดง” มีเกมรุกที่ดุดันมากในช่วงหลัง รวมถึงช่วงของการพรีซีซั่นที่ผ่านมาด้วย แต่นัดล่าสุดที่พวกเขาเล่นในลอนดอน สเตเดี้ยมบ้านของตัวเอง กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับบอร์นมัธแบบคาบ้าน 1-2 ทั้งๆ ที่พวกเขาออกนำไปก่อนในช่วงครึ่งแรกจากจุดโทษของมาร์โก อเนาโตวิช กองหน้าทีมชาติออสเตรีย แต่ว่าพอเริ่มครึ่งหลังพวกเขากลับต้องมาเสีย 2 ประตูรวดภายใน 7 นาทีให้กับบอร์นมัธ โดยคัลลั่ม วิลสัน กองหน้าตัวเก่ง และสตีฟ คุ๊ก กองหลังที่ขึ้นมายิงในจังหวะลูกตั้งเตะ ทำให้สุดท้ายเวสต์แฮม ยูไนเต็ดต้องแพ้คาบ้านตั้งแต่การเล่นในบ้านนัดแรกของฤดูกาล และทำให้สถานกาณ์ของมานูเอล เปเญกรินี่ กุนซือคนใหม่ของทีมเก้าอี้ร้อนขึ้นมาทันที ถึงแม้ว่าจะพึ่งเป็นการแพ้ 2 นัดแรกเท่านั้น และนัดแรกเป็นการแพ้ให้กับทีมระดับท็อป 6 ด้วย ซึ่งหากเป็นช่วงปกติพวกเขาก็คงไม่เดือดร้อนอะไรมาก แต่ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาทีม “ขุนค้อน” ใช้เงินซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมเพื่อยกระดับตามความต้องการของอดีตกุนซือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเรอัล มาดริดไปกว่า 100 ล้านปอนด์ ทำให้บอร์ดบริหารของสโมสรย่อมคาดหวังว่าทีมจะทำผลงานได้ดีกว่าเดมื่อฤดูกาลที่แล้วในยุคของเดวิด มอยส์อย่างแน่นอน

ตอนแรกหลังจากจบฤดูกาลพรีเมียร์ลีก และเวสต์แฮม ยูไนเต็ดกำลังมองหากุนซือคนใหม่ที่จะเข้ามาคุมทีมแทนเดวิด มอยส์ ตอนนั้นมานูเอล เปเญกรินี่ กุนซือวัย 64 ปียังไม่ว่างงานด้วยซ้ำ เนื่องจากเขายังคุมทีมอยู่ในซุเปอร์ลีกของประเทศจีนอยู่ แต่เมื่อเวสต์แฮม ยูไนเต็ดติดต่อเขาไป ทำให้เปเญกรินี่ตัดสินใจยกเลิกสัญญากับต้นสังกัดทันที ทำให้เวสต์แฮม ยูไนเต็ดตัดสินใจจ้างมาคุมทีมด้วยสัญญาถึง 3 ปี และให้งบประมาณในการซื้อนักเตะใหม่ถึง 100 ล้านปอนด์ ทำให้พวกเขาได้นักเตะคุณภาพเข้ามาเสริมทีมมากมายในซัมเมอร์ที่ผ่านมา ทั้งเฟลิเป้ อันแดร์สัน อังเดร ยาโมเลนโก้เป็นต้น ซึ่งมันทำให้คุณภาพนักเตะภายในทีมดีขึ้นแน่นอน แต่มันก็ตามมาด้วยการคาดหวังของแฟนบอล และบอร์ดบริหารด้วย ซึ่งการแพ้ 2 นัดแรกถือว่าน่าผิดหวังเลยทีเดียว โดยเฉพาะการแพ้คาบ้านต่อบอร์นมัธ

 

ความลำบากของคาร์ดิฟฟ์

   หลังจากผ่านเกมพรีเมียร์ลีกมาได้ 2 นัดก็เริ่มเห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่าที่บ่อนรับพนันของอังกฤษที่ให้คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้เป็นเต็ง 1 ที่จะต้องตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้มันกำลังชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งพวกเขาถูกยกให้เป็นเต็ง 1 ที่จะตกชั้นไปเล่นในอีเอฟแอล แชมเปี้ยนชิปในฤดูกาลหน้าแบบนอนมา เรียกได้ว่าแทง 100 แต่ได้คืนไม่ถึงจำนวน 100 ด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่าไม่มีความคุ้มค่า เนื่องจากบริษัทรับพนันมองว่ามันมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้สูงมาก เนื่องจากคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ทำการเสริมทัพได้ย่ำแย่มากในเรื่องของชื่อชั้นนักเตะ ซึ่งยังขุมกำลังนักเตะยังดูด้วยกว่าสโต๊ค ซิตี้ที่เล่นในศึกแชมเปี้ยนชิปในฤดูกาลนี้ด้วยซ้ำ

นัดแรกของฤดูกาลพวกเขาต้องบุกไปเยือนบอร์นมัธ ซึ่งอันที่จริงหากพวกเขาหวังที่จะหนีตกชั้นได้สำเร็จ การเจอกับทีมที่ระดับชั้นไม่ห่างกันมากแบบนี้พวกเขาควรจะมีอย่างน้อย 1 คะแนนกลับบ้านไป แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็พ่ายให้กับเจ้าถิ่นแบบไม่ได้ลุ้น 2-0 ซึ่งเกือบจะแพ้มากกว่านี้ด้วย ยังดีที่นีล เอลเธริดจ์ยังเซฟจุดทโทษของคาลั่ม วิลสันได้ในครึ่งแรก มิเช่นนั้นอาจจะเละกว่านี้ก็ได้ ส่วนนัดที่ 2 ของฤดูกาลพวกเขามีโอกาสดีที่จะเก็บชัยชนะนัดแรกของฤดูกาลได้ เมื่อเล่นในบ้านพบกับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดของราฟา เบนิเตซ ที่สภาพทีมก้ไม่ได้ดีนัก ซึ่งรูปเกมช่วงแรกที่ออกมาก็ถือว่าเจ้าถิ่นสู้ได้ดีทีเดียว และช่วงครึ่งหลังทีมเยือนต้องเหลือผู้เล่น 10 คนด้วยเมื่อโจ เฮเด้นที่ถูกเปลี่ยนลงสนามมาเป็นตัวสำรองแทนฮาเวียร์ มาร์กินโญ่ที่ได้รับบาดเจ็บ ต้องมาโดนใบแดงโดยตรงไล่ออกจากสนามในนาทีที่ 66 ทำให้เจ้าถิ่นมีตัวผู้เล่นเหนือกว่า แต่ช่วงท้ายเกมกับเป็นนิวคาสเซิ่ลที่ได้บุกเข้าใส่คาร์ดิฟฟ์อยู่ฝ่ายเดียว และสุดท้ายมาได้ลูกโทษที่จุดโทษด้วย แต่ว่าเคเนดี้ ปีกบราซิลเชี่ยนที่นิวคาสเซิ่ลไปยืมตัวมาจากเชลซียิงได้น่าผิดหวังมาก และไปติดมือนีล เอเลธิดจ์ ผู้รักษาประตูเชื้อสายฟิลิปินส์เซฟไว้ได้เหมือนในนัดแรก ทำให้พวกเขาเก็บคะแนนแรกของฤดูกาลได้ ซึ่งอันที่จริงเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังด้วยซ้ำ ซึ่งสถานการณ์ของเกมพวกเขาควรจะต้องชนะในเกมแบบนี้ให้ได้ แต่กลับต้องมาได้ 1 คะแนนเพราะว่าทีมเยือนยิงจุดโทษไม่เข้า ซึ่งตลอด 90 นาทีพวกเขายิงตรงกรอบแค่ลูกเดียวเท่านั้น และนี่คือสถานการณ์ที่ยากลำบากที่พวกเขาต้องเจอไปตลอดฤดูกาลนี้

 

ความหลากหลายในการจัดทีม

     ยุคสมัยของฟุตบอลสมัยนี้ได้มีความเปลี่ยนแปลงจากแต่ก่อนไปมากทีเดียวหากนับจากยุคก่อน ที่แต่ละสโมสรก็จะมีระบบการเล่นเพียงระบบเดียวเท่านั้น และใช้ไปตลอดทั้งฤดูกาล แต่ในยุคสมัยนี้เริ่มมีการเปลี่ยนระบบการเล่นระหว่างฤดูกาลมากขึ้น โดยบางทีมสามารถเปลี่ยนระบบได้ถึง 3 ระบบการเล่นภายในฤดูกาลเดียวด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่ามันเป็นวิวัฒนาการของฟุตบอลที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่การเปลี่ยนระบบแบบเล็กน้อยด้วย อย่างเช่นท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ที่เปลี่ยนระบบการเล่นจาก 4-2-3-1 ในนัดแรกของฤดูกาลที่พวกเขาบุกเอาชนะนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดได้ถึงถิ่นเซนต์ เจมส์ ปาร์ค 2-1 และนัดต่อมาที่พวกเขาพบับฟูแล่ม เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ก็เปลี่ยนระบบการเล่นอีกครั้งมาเป็น 3-5-2 ซึ่งทีม “ไก่เดือยทอง” ก็ได้ผลการแข่งขันที่ดีโดยการเอาชนะทีมเยือนไปได้ 3-1

การเปลี่ยนระบบการเล่นแบบนี้ไม่ใช่ว่าทีมไหนก็สามารถทำได้ เพราะมันไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแค่ตัวเลขเท่านั้น แต่มันรวมถึงการยืนตำแหน่งต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะเกมรับที่จากปกติยืนกองหลัง 4 คนแต่เปลี่ยนมา 3 คนก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มาก และยากด้วย แต่ว่าเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่กลับทำให้ลูกทีมของเขาสามารถเล่นกันได้แบบไหลลื่น ไม่มีปัญหา หรือความแตกต่างใดๆ เลยด้วยซ้ำ ซึ่งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ของเป็ป กวาดิโอล่าก็สามารถทำแบบเดียวกันนี้ได้เช่นกัน เมื่อพวกเขาก็เปลี่ยนระบบการเล่นทั้ง 2 นัดด้วย ซึ่งมันก็มีทั้งข้อดี และข้อเสียแตกต่างกันไป

ข้อดีของการเปลี่ยนระบบการเล่นแบบของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ หรือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็คือทำให้คู่แข่งไม่สามารถจับทางการเล่นของพวกเขาได้ง่ายๆ ว่าแต่ละนัดจะมาไม้ไหน เพราะแต่ละระบบการเล่นก็มีวิธีการขึ้นบอลที่แตกต่างกันไป  และเป็นการปรับเปลี่ยนระบบเพื่อให้รับมือกับคู่แข่งได้ง่ายขึ้นด้วย รวมถึงตำแหน่งการยืนในการเล่นเกมรุก และการเล่นเกมรับด้วย ซึ่งตัวนักเตะต้องมีความเข้าใจในเกม และแผนการเล่นของตัวกุนซือเป็นอย่างมาก ซึ่งทางท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ที่ไม่ได้มีการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาก็ไม่ต้องมีนักเตะคนไหนที่ต้องมาปรับตัวกับทีมแต่อย่างใด ส่วนข้อเสียของการเปลี่ยนระบบการเล่นบ่อยๆ ก็มีเช่นกันคืออาจจะทำให้ตัวนักเตะเกิดความสับสนกันก็เป็นไป ซึ่งต้องบอกว่าสเปอร์มีความยืดหยุ่นในแผนการเล่นสูงมากทีเดียว เฉกเช่นเดียวกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้นั่นเอง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมเลยก็ตาม