เกิดเป็นประเด็นกันตั้งแต่สัปดาห์แรกของศึกพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว ในเรื่องของการตัดสินที่มีปัญหา และค้านสายตาผู้ชมเป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องของการตัดสินในจังหวะเข้าสกัดต่างๆ รวมถึงการยกธงล้ำหน้าของผู้กำกับเส้นด้วย ซึ่งมีผิดพลาดอย่างชัดเจนในนัดที่ลิเวอร์พูลเปิดแอนฟิลด์ถล่มเวสต์แฮม ยูไนเต็ดไปได้ 4-0 ซึ่งประตู 3-0 ของซาดิโอ มาเน่ ตัวรุกกัปตันทีมชาติเซเนกัลทำได้ในช่วงต้นครึ่งหลังนั้นเป็นจังหวะที่นักเตะหมายเลข 10 ของเจ้าถิ่นยืนอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าอย่างเห็นได้ชัด แต่ผู้กำกับเส้นกลับไม่ยกธงขึ้น ทำให้จำเลยอย่างลิเวอร์พูลได้ประโยชน์ไป และมันทำให้สกอร์ขาดไปเลยในตอนนั้น ทำให้มีประเด็นถกเถียงตามมาในทันทีว่าตอนแรกถึงไม่นำระบบ VAR หรือระบบวีดีโอผู้ช่วยของผู้ตัดสินเข้ามาใช้ในฤดูกาลนี้เลย ซึ่งในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาทางสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติที่นำมาใช้ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีทีเดียวจากแฟนบอลทั่วโลก ทั้งที่ตอนแรกอาจจะถูกต่อต้านด้วยซ้ำว่าอาจจะทำให้เสน่ห์ของฟุตบอลหายไป แต่ว่าทางฟีฟ่าก็ได้ตั้งกฏเกณฑ์ในการจะเรียกใช้ VAR ได้ดีมาก ทำให้ไม่เสียเวลาในการรับชมมากนัก ซึ่งช่วงต้นฤดูกาลไม่ได้มีแค่จังหวะของซาดิโอ มาเน่จังหวะเดียวเท่านั้นที่ผิดพลาดอย่างชัดเจน แต่ยังมีจังหวะที่ผู้ตัดสินไม่ให้ใบแดงเคนเนดี้ นักเตะชาวบราซิเลี่ยนที่นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดยืมตัวไปจากเชลซีด้วย โดยเป็นจังหวะที่ปีกซ้ายของทีม “สาลิกาดง” ไปเตะนอกเกมใส่นักเตะคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ในนัดที่ทั้ง 2 ทีมพบกันในนัดที่ 2 ของฤดูกาล แต่ผู้ตัดสินที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กลับมองไม่เห็นจังหวะที่เคนเนดี้ไปหวดใส่แฮร์รี่ อาร์เทอร์ กองกลางของทีมเจ้าถิ่นแบบเต็มเหนี่ยว ทำให้นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดยังมีผู้เล่นครบ 11 คนไปจนจบเกม ซึ่งมันส่งผลเสียหายอย่างยิ่งกับเจ้าบ้านอย่างคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ เนื่องจากหากมีการใช้ VAR ในจังหวะนั้นได้พวกเขาจะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน แต่การที่ไม่สามารถดูวีดีโอย้อนหลังได้แบบนี้ ทำให้พวกเขาเสียประโยชน์ไปแบบเต็มๆ เพราะหากนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดต้องเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนไป 1 ชั่วโมงเต็ม จะทำให้พวกเขาได้ประโยชน์ไปแบบเต็มๆ ถึงแม้ว่าสุดท้ายผู้ติดสินจะมาไล่โจ เฮเด้น กองกลางของนิวคาสเซิ่ลออกในครึ่งหลังก็ตาม

ฤดูกาลนี้พรีเมียร์ลีกจะยังไม่มีการใช้ VAR อย่างแน่นอน แต่ในฤดูกาลหน้ามีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียวที่จะนำมาใช้ โดยในฤดูกาลนี้จะมีการใช้แค่ในบอลถ้วยอย่างศึกคาราบาว คัพเท่านั้น

Comments are closed.