Category: พรีเมียร์ลีก

ความลำบากของคาร์ดิฟฟ์

   หลังจากผ่านเกมพรีเมียร์ลีกมาได้ 2 นัดก็เริ่มเห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่าที่บ่อนรับพนันของอังกฤษที่ให้คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้เป็นเต็ง 1 ที่จะต้องตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้มันกำลังชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งพวกเขาถูกยกให้เป็นเต็ง 1 ที่จะตกชั้นไปเล่นในอีเอฟแอล แชมเปี้ยนชิปในฤดูกาลหน้าแบบนอนมา เรียกได้ว่าแทง 100 แต่ได้คืนไม่ถึงจำนวน 100 ด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่าไม่มีความคุ้มค่า เนื่องจากบริษัทรับพนันมองว่ามันมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้สูงมาก เนื่องจากคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ทำการเสริมทัพได้ย่ำแย่มากในเรื่องของชื่อชั้นนักเตะ ซึ่งยังขุมกำลังนักเตะยังดูด้วยกว่าสโต๊ค ซิตี้ที่เล่นในศึกแชมเปี้ยนชิปในฤดูกาลนี้ด้วยซ้ำ

นัดแรกของฤดูกาลพวกเขาต้องบุกไปเยือนบอร์นมัธ ซึ่งอันที่จริงหากพวกเขาหวังที่จะหนีตกชั้นได้สำเร็จ การเจอกับทีมที่ระดับชั้นไม่ห่างกันมากแบบนี้พวกเขาควรจะมีอย่างน้อย 1 คะแนนกลับบ้านไป แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็พ่ายให้กับเจ้าถิ่นแบบไม่ได้ลุ้น 2-0 ซึ่งเกือบจะแพ้มากกว่านี้ด้วย ยังดีที่นีล เอลเธริดจ์ยังเซฟจุดทโทษของคาลั่ม วิลสันได้ในครึ่งแรก มิเช่นนั้นอาจจะเละกว่านี้ก็ได้ ส่วนนัดที่ 2 ของฤดูกาลพวกเขามีโอกาสดีที่จะเก็บชัยชนะนัดแรกของฤดูกาลได้ เมื่อเล่นในบ้านพบกับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดของราฟา เบนิเตซ ที่สภาพทีมก้ไม่ได้ดีนัก ซึ่งรูปเกมช่วงแรกที่ออกมาก็ถือว่าเจ้าถิ่นสู้ได้ดีทีเดียว และช่วงครึ่งหลังทีมเยือนต้องเหลือผู้เล่น 10 คนด้วยเมื่อโจ เฮเด้นที่ถูกเปลี่ยนลงสนามมาเป็นตัวสำรองแทนฮาเวียร์ มาร์กินโญ่ที่ได้รับบาดเจ็บ ต้องมาโดนใบแดงโดยตรงไล่ออกจากสนามในนาทีที่ 66 ทำให้เจ้าถิ่นมีตัวผู้เล่นเหนือกว่า แต่ช่วงท้ายเกมกับเป็นนิวคาสเซิ่ลที่ได้บุกเข้าใส่คาร์ดิฟฟ์อยู่ฝ่ายเดียว และสุดท้ายมาได้ลูกโทษที่จุดโทษด้วย แต่ว่าเคเนดี้ ปีกบราซิลเชี่ยนที่นิวคาสเซิ่ลไปยืมตัวมาจากเชลซียิงได้น่าผิดหวังมาก และไปติดมือนีล เอเลธิดจ์ ผู้รักษาประตูเชื้อสายฟิลิปินส์เซฟไว้ได้เหมือนในนัดแรก ทำให้พวกเขาเก็บคะแนนแรกของฤดูกาลได้ ซึ่งอันที่จริงเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังด้วยซ้ำ ซึ่งสถานการณ์ของเกมพวกเขาควรจะต้องชนะในเกมแบบนี้ให้ได้ แต่กลับต้องมาได้ 1 คะแนนเพราะว่าทีมเยือนยิงจุดโทษไม่เข้า ซึ่งตลอด 90 นาทีพวกเขายิงตรงกรอบแค่ลูกเดียวเท่านั้น และนี่คือสถานการณ์ที่ยากลำบากที่พวกเขาต้องเจอไปตลอดฤดูกาลนี้

 

ความหลากหลายในการจัดทีม

     ยุคสมัยของฟุตบอลสมัยนี้ได้มีความเปลี่ยนแปลงจากแต่ก่อนไปมากทีเดียวหากนับจากยุคก่อน ที่แต่ละสโมสรก็จะมีระบบการเล่นเพียงระบบเดียวเท่านั้น และใช้ไปตลอดทั้งฤดูกาล แต่ในยุคสมัยนี้เริ่มมีการเปลี่ยนระบบการเล่นระหว่างฤดูกาลมากขึ้น โดยบางทีมสามารถเปลี่ยนระบบได้ถึง 3 ระบบการเล่นภายในฤดูกาลเดียวด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่ามันเป็นวิวัฒนาการของฟุตบอลที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่การเปลี่ยนระบบแบบเล็กน้อยด้วย อย่างเช่นท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ที่เปลี่ยนระบบการเล่นจาก 4-2-3-1 ในนัดแรกของฤดูกาลที่พวกเขาบุกเอาชนะนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดได้ถึงถิ่นเซนต์ เจมส์ ปาร์ค 2-1 และนัดต่อมาที่พวกเขาพบับฟูแล่ม เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ก็เปลี่ยนระบบการเล่นอีกครั้งมาเป็น 3-5-2 ซึ่งทีม “ไก่เดือยทอง” ก็ได้ผลการแข่งขันที่ดีโดยการเอาชนะทีมเยือนไปได้ 3-1

การเปลี่ยนระบบการเล่นแบบนี้ไม่ใช่ว่าทีมไหนก็สามารถทำได้ เพราะมันไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแค่ตัวเลขเท่านั้น แต่มันรวมถึงการยืนตำแหน่งต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะเกมรับที่จากปกติยืนกองหลัง 4 คนแต่เปลี่ยนมา 3 คนก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มาก และยากด้วย แต่ว่าเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่กลับทำให้ลูกทีมของเขาสามารถเล่นกันได้แบบไหลลื่น ไม่มีปัญหา หรือความแตกต่างใดๆ เลยด้วยซ้ำ ซึ่งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ของเป็ป กวาดิโอล่าก็สามารถทำแบบเดียวกันนี้ได้เช่นกัน เมื่อพวกเขาก็เปลี่ยนระบบการเล่นทั้ง 2 นัดด้วย ซึ่งมันก็มีทั้งข้อดี และข้อเสียแตกต่างกันไป

ข้อดีของการเปลี่ยนระบบการเล่นแบบของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ หรือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็คือทำให้คู่แข่งไม่สามารถจับทางการเล่นของพวกเขาได้ง่ายๆ ว่าแต่ละนัดจะมาไม้ไหน เพราะแต่ละระบบการเล่นก็มีวิธีการขึ้นบอลที่แตกต่างกันไป  และเป็นการปรับเปลี่ยนระบบเพื่อให้รับมือกับคู่แข่งได้ง่ายขึ้นด้วย รวมถึงตำแหน่งการยืนในการเล่นเกมรุก และการเล่นเกมรับด้วย ซึ่งตัวนักเตะต้องมีความเข้าใจในเกม และแผนการเล่นของตัวกุนซือเป็นอย่างมาก ซึ่งทางท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ที่ไม่ได้มีการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาก็ไม่ต้องมีนักเตะคนไหนที่ต้องมาปรับตัวกับทีมแต่อย่างใด ส่วนข้อเสียของการเปลี่ยนระบบการเล่นบ่อยๆ ก็มีเช่นกันคืออาจจะทำให้ตัวนักเตะเกิดความสับสนกันก็เป็นไป ซึ่งต้องบอกว่าสเปอร์มีความยืดหยุ่นในแผนการเล่นสูงมากทีเดียว เฉกเช่นเดียวกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้นั่นเอง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมเลยก็ตาม

 

เปลี่ยนเวลาปิดตลาด

      หลังจากที่มีการลงมติกันของ 20 ทีมในพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วว่าจะให้ปรับเวลาการเปิดตลาดซื้อขายนักเตะของทีมในพรีเมียร์ลีกให้มีการปิดเร็วขึ้นจากเดิมที่ตลาดซื้อขายในอังกฤษก็จะใช้กฏสากลที่จะไปปิดกันในวันที่ 31 สิงหาคม แต่ว่าจากการหารือกัน และได้ทำการโหวตกันทำให้มีผลออกมาว่าพวกเขาจะเปลี่ยนกฏใหม่ว่าจะมาปิดตลาดซื้อขายนักเตะกันเร็วขึ้นเป็นวันพฤหัสบดีเวลา 5 โมงเย็นในสัปดาห์ที่พรีเมียร์ลีกจะทำการแข่งขันในแต่ละฤดูกาล ซึ่งในฤดูกาลนี้มันตรงกับวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากการใช้งานเพียงครั้งแรกก็เหมือนว่าจะเริ่มมีเสียงต่อต้านซะแล้ว เนื่องจากทางพรีเมียร์ลีกดันมาปรับกฏใหม่ในปีที่มีศึกฟุตบอลโลกคั่นกลางพอดีด้วย ทำให้บรรดาสโมสรต่างๆ ก็ไม่สามารถติดต่อเจรจาซื้อขายกับนักเตะที่ได้ไปเล่นในศึกฟุตบอลโลกได้เลย ซึ่งมันกินเวลาไป 1 เดือนเต็มๆ ทำให้ตลาดซื้อขายนักเตะในปีนี้สั้นลงไปอีกมาก หากว่าไม่ทำแผนการให้ดีเสียก่อน ดังเช่นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ต้องประสบปัญหาในช่วงที่ผ่านมา ที่ไม่สามารถคว้าตัวนักเตะตามที่ต้องการได้เลย และมีข่าวว่า 2 ทีมนี้เป็นโต้โผใหญ่ในการที่จะพยายามให้เปิดโหวตใหม่อีกครั้งในฤดูกาลนี้ เพื่อต้องการที่จะให้ตลาดซื้อขายนักเตะกลับมาปิดตามเวลาสากลคือวันที่ 31 สิงหาคมอีกครั้ง

กฏใหม่ที่พวกเขาตั้งขึ้นมาก็เพื่อที่จะให้ความเท่าเทียมกันระหว่างทีมใหญ่กับบรรดาทีมเล็กๆ เนื่องจากพรีเมียร์ลีกเป็นลีกที่จะเปิดกันในช่วงต้นเดือน หรือไม่ก็กลางเดือนสิงหาคม หากว่าตลาดซื้อขายนักเตะปิดแบบเดิมคือช่วงสิ้นเดือน จะทำให้ทีมยักษ์ใหญ่ต่างๆ ที่เห็นจุดอ่อนของตัวเองหลังเริ่มฤดูกาลไปแล้ว ได้มีโอกาสทำการซื้อตัวนักเตะเพิ่มในช่วงที่เหลืออีกประมาณ 2 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย เนื่องจากทีมยักษ์ใหญ่จะมีเงินทุนที่มากกว่านั่นเอง และหากเป็นเช่นนั้นมันก็จะทำให้คุณภาพทีมนั้นห่างกันมากกว่าเดิมด้วย ซึ่งว่ากันว่าทีมเล็กๆ จะได้ประโยชน์จากกฏนี้ แต่มันก็มีช่องโหว่ของกฏใหม่นี้เช่นกัน เมื่อพวกเขาซื้อไม่ได้หลังจากปิดตลาดไปแล้ว แต่ว่าบรรดาทีมจากลีกอื่นยังมาซื้อนักเตะของทีมในพรีเมียร์ลีกได้อยู่ เนื่องจากว่าตลาดซื้อขายนักเตะนั้นปิดเวลาไม่ตรงกัน ทำให้หากมีทีมยักษ์ใหญ่มาสนใจนักเตะในพรีเมียร์ลีก แล้วสามารถคว้าตัวไปร่วมทีมได้สำเร็จ เท่ากับว่าพวกเขาจะไม่มีโอกาสหาตัวแทนมาร่วมทีมได้เลย

บทความโดย สล็อตออนไลน์

การตัดสินที่ผิดพลาด

            เกิดเป็นประเด็นกันตั้งแต่สัปดาห์แรกของศึกพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว ในเรื่องของการตัดสินที่มีปัญหา และค้านสายตาผู้ชมเป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องของการตัดสินในจังหวะเข้าสกัดต่างๆ รวมถึงการยกธงล้ำหน้าของผู้กำกับเส้นด้วย ซึ่งมีผิดพลาดอย่างชัดเจนในนัดที่ลิเวอร์พูลเปิดแอนฟิลด์ถล่มเวสต์แฮม ยูไนเต็ดไปได้ 4-0 ซึ่งประตู 3-0 ของซาดิโอ มาเน่ ตัวรุกกัปตันทีมชาติเซเนกัลทำได้ในช่วงต้นครึ่งหลังนั้นเป็นจังหวะที่นักเตะหมายเลข 10 ของเจ้าถิ่นยืนอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าอย่างเห็นได้ชัด แต่ผู้กำกับเส้นกลับไม่ยกธงขึ้น ทำให้จำเลยอย่างลิเวอร์พูลได้ประโยชน์ไป และมันทำให้สกอร์ขาดไปเลยในตอนนั้น ทำให้มีประเด็นถกเถียงตามมาในทันทีว่าตอนแรกถึงไม่นำระบบ VAR หรือระบบวีดีโอผู้ช่วยของผู้ตัดสินเข้ามาใช้ในฤดูกาลนี้เลย ซึ่งในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาทางสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติที่นำมาใช้ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีทีเดียวจากแฟนบอลทั่วโลก ทั้งที่ตอนแรกอาจจะถูกต่อต้านด้วยซ้ำว่าอาจจะทำให้เสน่ห์ของฟุตบอลหายไป แต่ว่าทางฟีฟ่าก็ได้ตั้งกฏเกณฑ์ในการจะเรียกใช้ VAR ได้ดีมาก ทำให้ไม่เสียเวลาในการรับชมมากนัก ซึ่งช่วงต้นฤดูกาลไม่ได้มีแค่จังหวะของซาดิโอ มาเน่จังหวะเดียวเท่านั้นที่ผิดพลาดอย่างชัดเจน แต่ยังมีจังหวะที่ผู้ตัดสินไม่ให้ใบแดงเคนเนดี้ นักเตะชาวบราซิเลี่ยนที่นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดยืมตัวไปจากเชลซีด้วย โดยเป็นจังหวะที่ปีกซ้ายของทีม “สาลิกาดง” ไปเตะนอกเกมใส่นักเตะคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ในนัดที่ทั้ง 2 ทีมพบกันในนัดที่ 2 ของฤดูกาล แต่ผู้ตัดสินที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กลับมองไม่เห็นจังหวะที่เคนเนดี้ไปหวดใส่แฮร์รี่ อาร์เทอร์ กองกลางของทีมเจ้าถิ่นแบบเต็มเหนี่ยว ทำให้นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดยังมีผู้เล่นครบ 11 คนไปจนจบเกม ซึ่งมันส่งผลเสียหายอย่างยิ่งกับเจ้าบ้านอย่างคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ เนื่องจากหากมีการใช้ VAR ในจังหวะนั้นได้พวกเขาจะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน แต่การที่ไม่สามารถดูวีดีโอย้อนหลังได้แบบนี้ ทำให้พวกเขาเสียประโยชน์ไปแบบเต็มๆ เพราะหากนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดต้องเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนไป 1 ชั่วโมงเต็ม จะทำให้พวกเขาได้ประโยชน์ไปแบบเต็มๆ ถึงแม้ว่าสุดท้ายผู้ติดสินจะมาไล่โจ เฮเด้น กองกลางของนิวคาสเซิ่ลออกในครึ่งหลังก็ตาม

ฤดูกาลนี้พรีเมียร์ลีกจะยังไม่มีการใช้ VAR อย่างแน่นอน แต่ในฤดูกาลหน้ามีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียวที่จะนำมาใช้ โดยในฤดูกาลนี้จะมีการใช้แค่ในบอลถ้วยอย่างศึกคาราบาว คัพเท่านั้น

“เจ้าสัว” ใจเกินร้อย

    ตลาดซื้อขายนักเตะสำหรับทีมในพรีเมียร์ลีกหน้าร้อนนี้ได้ปิดตัวลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งแต่ละทีมในพรีเมียร์ลีกก็ได้จัดเต็มเสริมทัพกันอย่างบ้าคลั่งเช่นเคย โดยเฉพาะวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายนักเตะที่มีการเสริมทัพกันอย่างสนุกสนาน แต่มีทีมหนึ่งที่เสริมทีมได้อย่างน่าประทับใจ และใช้เงินได้อย่างฟุ่มเฟือยที่สุดทีมหนึ่งในซัมเมอร์นี้เลยทีเดียว ซึ่งนั่นก็คือฟูแล่มนั่นเอง ที่มีชาฮิด ข่าน เจ้าของทีมที่เป็นมหาเศรษฐีชาวอเมริกันเป็นเจ้าของสโมสรอยู่ในเวลานี้ และเขายังเป็นเจ้าของทีมแจ็คสันวิลล์ จากั๊วส์ ทีมอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอลอยู่ด้วย ที่ได้เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรตั้งงแต่เดือนกรกฏาคมปี 2013 ด้วยมูลค่าประมาณ 150-200 ล้านปอนด์ โดยตอนนั้นเขาซื้อต่อมาจากโมฮาเหม็ด อัล ฟาเย็ด เจ้าของทีมคนก่อนหน้านี้ และในช่วงซัมเมอร์นี้พวกเขาได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับตลาดซื้อขายนักเตะในพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว เมื่อฟูแล่มกลายเป็นทีมแรกที่เป็นน้องใหม่ที่เลื่อนชั้นจากแชมเปี้ยนชิปสู่พรีเมียร์ลีกแล้วใช้เงินซื้อนักเตะในซัมเมอร์นี้เกิน 100 ล้านปอนด์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นน้องใหม่ทีมแรกที่กล้าทุ่มเงินมหาศาลขนาดนี้

ก่อนหน้าตลาดนักเตะวันสุดท้ายจะเริ่มต้นขึ้น ฟูแล่มใช้งบประมาณไป 75 ล้านปอนด์ และได้นักเตะใหม่เข้ามาให้สลาวิซ่า โยคาโนวิช ผู้จัดการทีมชาวเซอเบียร์เลือกใช้งานได้ตามใจชอบ โดยเป็นการยืมมา 2 รายคือคาลั่ม แชมเบอร์ส กองหลังดาวรุ่งจากทางอาร์เซน่อล และเซร์คิโอ ริโก้ นายประตูวัย 24 จากเซบีญ่า ซึ่งก็ถือว่ามีชื่อชั้นทีเดียว นอกนั้นเป็นการซื้อทั้งหมด โดยตัวเด่นๆ เป็นฌอง มิเชล เซรีย กองกลางทีมชาติไอวอรี่ โคสต์จากนีซ 27 ล้านปอนด์ และอเล็กซานเดอร์ มิโตรวิช กองหน้าทีมชาติเซอร์เบียจากนิวคาสเซิ่ลอีก 18 ล้านปอนด์ และอัลฟี่ มอวสัน กองหลังจากสวอนซี ซิตี้อีก 15 ล้านปอนด์ ส่วนวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายนักเตะพวกเขาได้นักเตะเข้ามาเสริมทีมอีกเพียบ ทั้งการยืมลูเซียโน่ เวียตโต้ กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์จากแอตเลติโก มาดริด 1 ฤดูกาล โจ ไบรอัน กองหลังจากบริสตอล ซิตี้แบบไม่เปิดเผยค่าตัว และคนที่ทำให้ค่าตัวเกิน 100 ล้านปอนด์ก็คือองเดร ฟร็องค์ ซัมโบ อังกุสซ่า กองกลางจากลิมปิก มาร์กเซยมาร่วมทีมอีก 30 ล้านปอนด์ ซึ่งทำให้พวกเขาคว้าตัวนักเตะมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้เกิน 1 โหลด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่ามีนักเตะมากพอให้อดีตกุนซือของเมืองทอง ยูไนเต็ดเลือกใช้งานอย่างสบายมือเลยทีเดียว

 

เต็งดาวซัลโว

    สื่อสำนักต่างๆ รวมถึงบริษัทรับพนันที่ถูกกฏหมายก็เริ่มได้ออกมาวิเคราะห์รวมถึงออกราคาต่อรองกันแล้วก่อนที่พรีเมียร์ลีกกำลังจะเริ่มชักธงรบ เมื่อมีการถกเถียงกันว่าฤดูกาลนี้ใครจะได้เป็นดาวซัลโวประจำศึกพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ หลังจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วรางวัลนี้ตกเป็นของโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ตัวรุกชาวอิยิปต์ของลิเวอร์พูลที่ซัดไปถึง 32 ประตูจากการลงสนาม 36 นัด ซึ่งถือว่าเป็นการหยุดสถิติของแฮร์รี่ เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ที่เคยได้ครองตำแหน่งนี้มาแล้วในช่วง 2 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ที่ทำประตูไปเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้ 30 ประตู และถือว่าซาล่าห์เป็นนักเตะลิเวอร์พูลคนที่ 3 ที่สามารถคว้ารางวัลดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ต่อจากไมเคิ่ล โอเว่น ที่ทำได้ 2 สมัย และหลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าทีมชาติอุรุกวัยที่ทำได้ 31 ประตูในปีสุดท้ายที่เขาค้าแข้งในถิ่นแอนฟิลด์

ฤดูกาลนี้บรรดานักวิเคราะห์ต่างๆ ยังคงมองว่าโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ยังคงเป็นตัวเต็งในการที่จะคว้ารางวัลนี้ไปครองได้อยู่ เนื่องจากสไตล์การเล่นของทีมที่เน้นเกมรุกอย่างต่อเนื่องเป็นหลัก และเพื่อนร่วมทีมก็ค่อนข้างจะซัพพอร์ตการเล่นของเขาเป็นอย่างดีด้วย โดยเต็ง 2 นั้นเป็นของแฮร์รี่ เคน กองหน้าตัวเป้าจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ซึ่งก็การันตีการลสนามทุกนัดอยู่แล้วหากไม่มีอาการบาดเจ็บ และเขายังเป็นคนสังหารจุดโทษของทีมด้วย ส่วนเต็ง 3 และเต็ง 4 ก็ค่อนข้างน่าสนใจที่เดียว เมื่อมีคนมองว่าเซร์คิโอ อเกวโร่ กองหน้าทีมชาติอาร์เจนติน่ามีโอกาสที่ดีเช่นกัน แต่ติดตรงที่เป็ป กวาดิโอล่า กุนซือของแมนเชสเตอร์ ซิตี้นั้นมักจะเปลี่ยนกองหน้าโดยตลอด และไม่มีใครได้ยืนเป็นตัวจริงตลอดทั้งฤดูกาลด้วย ส่วนอีกคนนึงก็คือปิแอร์ อเมริค โอบาเมยัง กองหน้าของอาร์เซน่อลนั่นเองที่โผล่ขึ้นมาเป็นเต็ง 4 ซึ่งจะเห็นได้ว่า 4 ตัวเต็งนั้นมาจาก 4 สโมสรยักษ์ใหญ่ของลีกนั่นเอง แต่ยังไม่มีนักเตะจากเชลซีที่ถูกมองว่ากองหน้าของพวกเขายังมีปัญหาทั้งอัลบาโร่ โมราต้า มิชี่ บาตชัวยี่ หรือจะเป็นโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ก็ตาม ส่วนกองหน้าจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอย่างโรเมลู ลูกากูนั้นที่จริงมีคุณสมบัติที่พอจะได้ลุ้นดาวซัลโวไม่น้อย แต่ด้วยสไตล์การเล่นของโชเซ่ มูรินโญ่แล้ว ที่พอได้ประตูออกนำแล้วก็จะถอยไปเล่นเกมรับซะเป็นส่วนใหญ่ ทำให้โอกาสของเขาแทบจะหมดหวังกับรางวัลนี้ได้เลย

จองศาลาแล้ว 1

    ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษเป็นลีกที่มีการแข่งขันกันสูงมากในทุกฤดูกาล ซึ่งในช่วงปิดฤดูกาล แต่ละทีมก็พยายามซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับทีม และเพื่อให้ทีมสามารถทำอันดับได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งก็มีทั้งทีมที่ต้องการเป็นแชมป์ หรือต้องการอยู่ในพื้นที่ไปเล่นฟุตบอลยุโรป และเพื่อการอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลต่อๆ ไป ซึ่งอันที่จริงทีมน้องใหม่ของพรีเมียร์ลีกแต่ละปี ก็ควรที่จะต้องเป็นทีมที่เสริมนักเตะเข้ามาสู่ทีมในจำนวนมากๆ เพื่อยกระดับให้ทีมมีความแข็งแกร่งให้ทันกับทีมที่อยู่ในพรีเมียร์ลีกอยู่แล้ว และให้ดีกว่าทีมที่เลื่อนชั้นขึ้นมาด้วยกัน เพื่อเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดต่อไป

ซัมเมอร์นี้ก็เป็นเหมือนเช่นปีก่อนๆ ที่บรรดาน้องใหม่ต่างจับจ่ายใช้สอยนักเตะเข้าสู่ทีมหลายราย และสามารถยกระดับทีมได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะวูล์ฟส์แฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส ที่ซื้อนักเตะได้น่าสนใจในระดับหนึ่ง และพวกเขายังมีทีมจากฤดูกาลที่แล้วที่ดีอยู่แล้วด้วย ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งทีมหนึ่งเลยทีเดียว และน้องใหม่อีกทีมคือฟูแล่ม ทีมในเมืองหลวงของอังกฤษ ที่ซื้อนักเตะได้แบบเข้าตากรรมการมาก ไม่ว่าจะเป็นฌ็อง มิเชล เซรี กองกลางที่เป็นเป้าหมายของทีมยักษ์ใหญ่ รวมถึงอังเดร ชัวร์เล่ กองหน้าชาวเยอรมันด้วย ซึ่งสามารถทำให้ทีมดูดีขึ้นในทันตา แต่กลับมีทีมน้องใหม่ทีมหนึ่งที่ค่อนข้างสวนกระแสในซัมเมอร์นี้ คือไม่ได้มีการเสริมทีมนัก และทำให้พวกเขายังคงเป็นเต็งจ๋าที่จะต้องตกชั้นในฤดูกาลนี้ นั่นก็คือคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ทีมที่มีที่ตั้งอยู่ในประเทศเวลสส์นั่นเอง

คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ในยุคนี้มีนีล วอร์น็อค กุนซือจอมเก๋าวัย 69 ปีเป็นผู้จัดการทีมที่สามารถพาทีมได้รองแชมป์แชมเปี้ยนชิปฤดูกาลที่แล้วได้ แต่ในซัมเมอร์นี้พวกเขาซื้อนักเตะมาเพียง 4 รายเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะใช้เงินไปประมาณ 27 ล้านปอนด์เท่านั้น แต่หากดูจากชื่อชั้นนักเตะที่ซื้อเข้ามาแล้ว บอกได้เลยว่าเป็นรองทีมอื่นๆ อย่างแน่นอน โดยพวกเขาไปซื้อตัวนักเตะจากแชมเปี้ยนชิปมาร่วมทีม ทั้งจอช เมอร์ฟี่ย์ จากนอริช ซิตี้ บ็อบบี้ รีด จากบริสตอล ซิตี้ เกร็ก คันนิ่งแฮม จากเปรสตัน นอร์ธ เอนด์ และอเล็ก สมิธตี้ส์ จากควีนสปาร์ค เรนเจอร์ส ซึ่งแทบไม่ได้ยกระดับทีมให้ดูดีเท่าทีมอื่นได้เลย รวมถึงนักเตะเก่าในทีมก็แทบไม่เคยมีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกเลย และถูกมองว่าพวกเขาจองโควต้าตกชั้นไว้แล้ว 1 ที่

ห้ามขาย “ซาฮา”

    เมื่อฤดูกาลที่แล้วคริสตัล พาเลซมาทำผลงานได้อย่างสุดยอดในช่วงท้ายฤดูกาลจนทำให้รอดพ้นจากการตกชั้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก หลังจากที่ออกสตาร์ตได้อย่างย่ำแย่ และมีปัญหามากมายเมื่อบอร์ดบริหารตัดสินใจปลดแฟรงค์ เดอ บัวร์ กุนซือชาวดัตช์ออกจากตำแหน่งหลังทำทีมได้เพียงแค่ 4 นัดเท่านั้น ทำให้ต้องเร่งไปหากุนซือคนใหม่เข้ามาแทน ซึ่งเป็นทาง “ปู่รอย” รอด ฮ็อดจ์สัน กุนซือจอมเก๋าวัย 70 ปีตัดสินใจเข้ามารับงานคุมทีมในถิ่นเซลเฮิร์สต์ ปาร์ค เมื่อ 12 กันยายนปีที่แล้ว โดยเซ็นต์สัญญากันเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งตอนนั้นสถานการณ์ของทีมย่ำแย่มาก และเป็นช่วงที่พวกเขาต้องเจอโปรแกรมสุดโหด เมื่อต้องเจอทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รวมถึงเชลซีในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่กุนซือมากประสบการณ์ก็เอาตัวรอดมาได้ด้วยการเปิดบ้านเอาชนะเชลซีได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนของทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้วเลยด้วย

ช่วงต้นฤดูกาลคริสตัล พาเลซเป็นทีมที่ทำประตูได้ยากมาก และไม่มีความเฉียบขาดเอเสียเลย โดยมีกองหน้าอย่างบาการี่ ซาโก้ ก็เชื่อใจไม่ได้ รวมถึงคริสติยง เบนเตเก้ ก็มีอาการบาดเจ็บช่วงต้นฤดูกาล แต่มีวิลฟรีด ซาฮา ตัวรุกผิวสีที่พอหายเจ็บกลับมาแล้วช่วยทีมได้อย่างมากมาย ทั้งการลากเลื้อยที่ดุดัน และเรียกฟาวส์ให้กับทีมได้ตลอด รวมถึงสามารถทำประตูช่วยทีมได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้สุดท้ายจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 11 ของตาราง ซึ่งส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมดิ้นรนรอดพ้นจากการตกชั้นได้อย่างไม่ยากเย็นนักต้องขอบคุณอดีตดาวเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดรายนี้เลยทีเดียว

ช่วยซัมเมอร์นี้ ปีกตัวจี๊ดวัย 25 ปีเนื้อหอมเป็นพิเศษ โดยมีทางท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์จะคว้าตัวไปรว่มทีมให้ได้ แต่เนื่องจากตอนนี้ที่ทางทีม “ไก่เดือยทอง” ค่อนข้างงบน้อย และไม่น่าจะมีเงินพอจะสู้ค่าตัวของซาฮาที่สโมสรตั้งไว้ค่อนข้างสูงคือ 70 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ทำให้ซาฮาเริ่มออกลูกงอแงแล้วด้วย แต่ซาฮาถือว่าเป็นนักเตะที่ขาดไม่ได้ของคริสตัล พาเลซในฤดูกาลนี้เลยทีเดียว เพราะหากทีมของรอย ฮ็อดจ์สันขาดตัวรุกรายนี้ไปละก็ แนวรุกของพวกเขาจะพิการโดยทันที และคริสติยง เบนเตเก้ ก็จะไม่มีความหมาย และความอันตราย หากปราศจากตัวลากเลื้อย และตัวที่จะคอยเปิดป้อนอย่างวิลฟรีด ซาฮา ซึ่งหากบอร์ดบริหารตัดสินใจขายออกจากทีมไปเพื่อแลกเงินมา 70 ล้านปอนด์ ก็อาจจะเป็นเงินชดเชยจากการที่ทีมต้องตกชั้นไปเล่นในแชมเปี้ยนชิปก็เป็นได้

รวมฮิตกุนซือ

บทความฟุตบอลพรีเมียร์ลีกโดย scr888

ศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษขึ้นชื่อว่าเป็นลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก และเต็มไปด้วยนักเตะระดับซุเปอร์สตาร์หลากหลายประเทศมารวมตัวกัน และยังเป็นลีกที่ไม่มีการพักเบรคหนีหนาวในช่วงหลังคริสมาสต์ แต่กลับเตะกันมากขึ้นด้วยซ้ำในช่วงปลายปีจนถึงต้นปี ซึ่งบรรดาผู้จัดการทีมก็ต่างออกความเห็นว่ามีควรมีช่วงพักเบรคหนีหนาวบ้าง และทางพรีเมียร์ลีกก็เริ่มมีแนวคิดที่จะพักเบรคหนีหนาวประมาณ 2 สัปดาห์ โดยจะเริ่มใช้ในเร็วๆ นี้ด้วย แต่สิ่งที่พรีเมียร์ลีกต่างจาก 5 ลีกใหญ่อีกอย่างหนึ่งก็คือทีมจากพรีเมียร์ลีกมีการใช้กุนซือต่างชาติมาคุมทีมมากที่สุดในบรรดา 5 ลีกใหญ่ของยุโรป ทั้งบุนเดสลีก้า ลา ลีก้า กัลโช่ เซเรีย อา และลีก เอิง ซึ่งแต่ละลีกที่กล่าวมานั้นใช้กุนซือภายในประเทศคุมทีมเกินครึ่งทั้งนั้น โดยเฉพาะอิตาลีที่ชาตินิยมสุดๆ เนื่องจากมีทางอุดิเนเซ่คนเดียวเท่านั้นที่ใช้กุนซือเป็นชาวต่างชาติ แต่พรีเมียร์ลีกของอังกฤษ กลับมีกุนซือที่เป็นสัญชาติอังกฤษเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น

เอ็ดดี้ ฮาวของบอร์นมัธ ชอน ไดซ์ของเบิร์นลี่ย์ นีล วอร์น็อคของคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ และรอย ฮ็อดสันของคริสตัล พาเลซ เป็นเพียง 4 คนเท่านั้นที่เป็นกุนซือในพรีเมียร์ลีกที่มีสัญชาติอังกฤษ นอกนั้นเป็นกุนซือต่างชาติทั้งหมด โดยอาจจะมีบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างมาร์ค ฮิวจ์ที่เป็นชาวเวลส์ของเซาต์แธมตัน และคริส ฮิวจ์ตันของไบรท์ตันด้วย แต่นอกนั้นถือว่าเป็นลีกที่มีกุนซือรวมฮิตจากหลายสัญชาติมากๆ โดยมีผู้จัดการทีมชาวสเปนอยู่ถึง 4 คนเท่ากับชาติเจ้าของลีกด้วยซ้ำ ซึ่งนี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่อังกฤษเป็นชาติที่ไม่มีกุนซือระดับโลกเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งหากดูจากสถิติจะพบว่ากุนซือชาวอังกฤษที่สามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้คนสุดท้ายก็คือฮาเวิร์ด วิลกินสัน ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษที่พาลีดส์ ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษในฤดูกาล 1991-1992 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายก่อนที่ลีกสูงสุดจะเปลี่ยนมาเป็นพรีเมียร์ลีกจนถึงปัจจุบันนี้ และหลังจากนั้นมาก็เป็นยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน กุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่เป็นชาวสก็อตแลนด์ ที่พาทีม “ปีศาจแดง” เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกถึง 13 สมัย ก่อนจะวางมือไปเมื่อฤดูกาล 2012-2013 ต่อด้วยอาร์เซน เวนเกอร์ที่เป็นชาวฝรั่งเศส ที่พาอาร์เซน่อลคว้าแชมป์ได้ 3 สมัย และโชเซ่ มูรินโญ่ที่เป็นชาวโปรตุเกส ที่พาเชลซีคว้าแชมป์ได้ 3 สมัยเช่นกันใน 2 ยุคที่เขาคุมทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” และไม่มีกุนซือชาวอังกฤษคนไหนที่ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งในยุคนั้นเลยด้วย

มือวางอันดับ 7

    เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าหัวตารางของศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษจะมีทีมที่ถูกเรียกว่าบิ๊ก 6 จับจองไว้หมดแล้ว ซึ่งประกอบไปด้วยแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลิเวอร์พูล ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เชลซี และอาร์เซน่อล ซึ่งหลายๆ ฤดูกาลที่ผ่านมาทั้ง 6 ทีมนี้ก็จับจองอันดับ 1-6 มาได้ตลอด อยู่ที่ว่าตอนจบฤดูกาลใครจะได้อันดับไหนเท่านั้น แต่ทีมที่จะเป็นมือวางอันดับ 7 ของลีกมหาโหดอย่างพรีเมียร์ลีกก็ถือว่าน่าสนใจทีเดียว โดยเอฟเวอร์ตันถูกยกย่องว่ามีโอกาสที่จะสอดแทรกเข้าไปแย่งอันดับจากพวกท็อป 6 ได้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ในฤดูกาลนี้ดูเหมือนว่าจะมีมือวางอันดับ 7 รายใหม่เข้ามาสอดแทรกเสียแล้ว ซึ่งนั่นก็คือเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่บอร์ดบริหารจัดเต็มในการลงทุนในช่วงซัมเมอร์นี้ ไล่ตั้งแต่ไปเอามานูเอล เปเยกรินี่ กุนซือชาวชิลีที่เคยพาแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้วเมื่อฤดูกาล 2013-2014 เข้ามาคุมทีมเป็นเวลา 3 ปี หลังจากออกจากการคุมทีมที่จีนเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และยังทุ่มงบประมาณกว่าเกือบ 100 ล้านปอนด์ให้กุนซือวัย 64 ปีช็อปปิ้งซื้อตัวนักเตะได้ตามอำเภอใจในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งทีม “ขุนค้อน” ไปสอยมาแล้วถึง 7 รายในช่วงที่ผ่านมา และดูเหมือนพวกเขาจะพร้อมมากๆ แล้วสำหรับพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ โดยเวสต์แฮมจัดคิวอุ่นเครื่องช่วงพรีซีซั่นนี้ 5 นัดด้วยกัน โดยผลงานและรูปเกมของทีมดีขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละนัดด้วย ซึ่งกุนซือชาวชิลีค่อนข้างพอใจผลงานของลูกทีมทีเดียว

นักเตะที่ทางทีมจากลอนดอนไปซื้อมาร่วมทีมถือว่ามีชื่อชั้นทีเดียว โดยไปได้นักเตะฟรีอย่างแจ็ค วิลเชียร์ กองกลางที่หมดสัญญากับอาร์เซน่อลพอดี รวมถึงไรอัน เฟรเดริคส์ แบ็คขวาจากทางฟูแล่มด้วยที่ไม่เสียค่าตัวเช่นกัน แต่นักเตะที่เวสต์แฮมเสริมทัพและทำใหทีมน่าสจใจก็คือการได้ลูคัสซ์ ฟาเบียนสกี้มาจากสวอนซี ซิตี้ 7 ล้านปอนด์ อังเดร ยาร์โมเลนโก้ ปีกทีมชาติยูเครนจากโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ 18 ล้านปอนด์ อิซซ่า ดิออป กองหลังจากตูลูส 22.5 ล้านปอนด์ และฟิลิป อันแดร์สัน กองกลางจากลาซิโอ ซึ่งค่าตัวถึง 34 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก และการเสริมทัพที่ดีกว่าเอฟเวอร์ตันด้วย ที่ยังได้นักเตะมาเสริมทีมเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ทำให้พวกเขากลายเป็นมือวางอันดับ 7 ของลีกทันที และยังมีโอกาสที่จะแทรกเข้าไปติดกลุ่มท็อป 6 ขึ้นไปได้ด้วย หากมีทีมยักษ์ใหญ่ฟอร์มหลุดในฤดูกาลนี้