สมฉายา “เจ้าสัวน้อย”

            ฉายา “เจ้าสัวน้อย” ของฟูแล่มดูเหมือนว่าจะไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ถึงแม้ช่วงที่เคยอยู่บนพรีเมียร์ลีกก่อนหน้านี้จะไม่ใช่ทีมที่เงินหนา หรือใช้เงินฟุ่มเฟือยเป็นเจ้าสัวแต่อย่างใด แต่หลังจากที่ได้กลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้งในฤดูกาลนี้ พวกเขาทำการซื้อขายนักเตะได้อย่างยอดเยี่ยม โดยคว้านักเตะที่มีชื่อชั้นพอสมควร และมีประการณ์ผ่านลีกใหญ่ๆ มามากมาย ถึงแม้นักเตะที่ซื้อเข้ามาสู่ทีมจะมีเพียง 4 รายเท่านั้น แต่ถือว่าเป็น 4 นักเตะคุณภาพ และมีดีกรีติดทีมชาติทั้งนั้น โดยได้ฟาบรี นายประตูตัวเก๋ามาจากเบซิคตัสด้วยค่าตัวประมาณ 5 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าโนเนมที่สุดที่ดึงตัวเข้ามาในซัมเมอร์นี้

นักเตะที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นฌอง มิเชล เซรี กองกลางตัวทีมชาติไอวอรี่ โคสต์ ที่ซื้อมาจากนีซ ทีมในลีก เอิง ฝรั่งเศสด้วยค่าตัวประมาณ 27 ล้านปอนด์ โดยก่อนหน้านี้กองกลางวัย 26 ปีตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปมาโดยตลอด แต่สุดท้ายเป็นฟูแล่มที่ได้ลายเซ็นต์ของกองกลางผิวสีรายนี้มาครอง ซึ่งจะเข้ามาทำให้แดนกลางของฟูแล่มแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน และเขามาพร้อมกับมักซิม เลอ มาร์ช็องด์ ปราการหลังจากนีซเช่นกัน โดยย้ายมาพร้อมกับฌอง มิเชล เซรี โดยค่าตัวของกองหลังวัย 28 ปีรายนี้คาดว่าน่าจะประมาณ 3.5 ล้านปอนด์เท่านั้น

และรายล่าสุดที่ทางทีมจากเมืองหลวงของอังกฤษคว้าตัวมาร่วมทีมได้ก็คืออังเดร ชูร์เล่ กองหน้าดีกรีทีมชาติเยอรมัน ที่ทางฟูแล่มไปยืมตัวมาจากโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ โดยได้สัญญายืมตัวกองหน้าวัย 27 ปีรายนี้มาถึง 2 ฤดูกาล ถึงแม้ฟอร์มระยะหลังของอดีตนักเตะเชลซีรายนี้จะไม่ค่อยดีก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นการยกระดับทีมได้ดีทีเดียว โดยแฉพาะในแดนกลางและแดนหน้า ซึ่งทั้ง 4 รายที่ซื้อเข้ามาคือการซื้อมาครบทั้ง 4 ตำแหน่งเลยคือผู้รักษาประตู กองหลัง กองกลาง กองหน้า และน่าจะมีนักเตะเข้ามาเสริมทีมอีกด้วยในช่วงที่เหลือของตลาดซื้อขายนักเตะ ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะยังได้นักเตะน้อยกว่าหลายๆ ทีมในพรีเมียร์ลีก แต่พวกเขาก็ไม่ได้เสียนักเตะคนสำคัญของทีมออกไป โดยเสียไปแค่เพียงเดวิด บัตตัน ผู้รักษาประตูวัย 29 ปีไปให้กับทางไบรท์ตัน และไรอัน เฟรเดริคส์ แบ็คขวาไปให้กับเวสต์แฮม ยูไนเต็ดเท่านั้น ซึ่งฟูแล่มก็ได้หาซื้อตัวแทนมาได้แล้วด้วย ทำให้สภาพทีมของพวกเขาตอนนี้ดีขึ้นจากฤดูกาลที่แล้วพอสมควร แต่ก็ยังเป็นเต็ง 3 ที่จะต้องตกชั้นในฤดูกาลนี้อยู่ดี

หมาป่าชุบฝอยทอง

    หลังจากได้กลุ่มทุนชาวจีนเข้ามาชุบชีวิต ทำให้การเงินของสโมสรวูล์ฟส์แฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส เริ่มดีวันดีคืน ซึ่งรวมถึงผลงานในสนามด้วย ซึ่งหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงทางบอร์ดบริหารและวิสัยทัศน์ในการทำงาน ทำให้พวกเขามองการณ์ไกลด้วยการไปคว้านูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ กุนซือชาวโปรตุกีสเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ที่พึ่งโดนเอฟซี ปอร์โต้ สโมสรยักษ์ใหญ่ในแดนฝอยทองปลดออกจากตำแหน่ง หลังจากไม่สามารถพาทีมประสบความสำเร็จ หรือมีถ้วยติดมือเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อน ถึงแม้จะเข้ามาทำงานได้เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น ซึ่งหลังจากถูกปอร์โต้ปลดจากตำแหน่งได้ประมาณสัปดาห์เดียว ทีม “หมาป่า” ก็เข้าไปสอยมานั่งเป็นกุนซือในถิ่นโมลินิวซ์ กราวน์ทันที โดยเซ็นต์สัญญากันถึง 3 ปี และก็ตามมาด้วยการคว้านักเตะชาวโปรตุกีสมาร่วมทีมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์อีเอฟแอล แชมเปี้ยนชิป ได้สำเร็จแบบสบายๆ และได้โควต้าขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้

โดยวูล์ฟส์แฮมตันที่ถึงแม้จะเป็นน้องใหม่ในพรีเมียร์ลีก แต่กลับถูกมองว่ามีความแข็งแกร่งมากพอที่จะไม่ตกชั้นกลับไปเล่นในลีกรองฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน และบริษัทรับพนันถูกกฏหมายที่อังกฤษ ก็ได้ให้พวกเขาเป็นเต็ง 6 ถึงเต็ง 7 เลยทีเดียว ที่จะมีโอกาสในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ซึ่งถือว่าเป็นทีมที่ถูกมองว่ามีศักยภาพดีที่สุดทีมหนึ่งหลังจากเลื่อนชั้นมาพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว เนื่องด้วยพวกเขามีนักเตะที่มีคุณภาพมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว รวมถึงการเสริมทัพที่เข้าตากรรมการเสียเหลือเกิน และนักเตะที่เสริมเข้ามาถือว่ามีชื่อชั้นที่ไม่ธรรมดาทีเดียว ซึ่งมีหลายรายทีเดียวที่เป็นนักเตะโปรตุกีสเหมือนตัวกุนซือ ซึ่งอาจจะเนื่องด้วยการคุยภาษาเดียวกันด้วย ทำให้กุนซือวัย 44 ปีชอบซื้อนักเตะชาวโปรตุกีสมาร่วมทีม และหากนับตัวผู้เล่นในทีมชุดใหญ่ของพวกเขาตอนนี้ มีนักเตะที่เป็นสัญชาติโปรตุเกสอยู่ในทีมถึง 7 คนเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเหมือนชุมชนเล็กๆ ของชาวโปรตุกีสเลยก็ว่าได้ และยังมีแนวโน้มที่อาจจะเพิ่มขึ้นด้วย โดยเจา มูตินโญ่ กองกลางดีกรีทีมชาติโปรตุเกส ที่เป็นนักเตะชาวโปรตุกีสรายล่าสุดที่พวกเขาจะสอยเข้าทีมในฤดูกาลนี้ ซึ่งนักเตะโปรตุกีสของวูล์ฟส์แฮมตันไม่ได้เป็นนักเตะระดับไก่กาของโปรตุเกสเสียด้วย ทั้งรูเบน เนเวส ที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมชาติ หรือรุย ปาตริซิโอ นายประตูมือ 1 ของทีมชาติในฟุตบอลโลกครั้งล่าสุด

เหลือม้าแข่งแค่ 2 ตัว

     จากที่ในแต่ละฤดูกาลศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษถูกมองว่าจะมีทีมที่สามารถลุ้นแชมป์ได้ถึง 6 ทีม แต่พอมาดูการเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์แล้ว เริ่มมีความไม่มั่นใจแล้วว่าการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้มันจะมีหลายทีมได้ลุ้นแชมป์จริงหรือ เนื่องจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่เป็นแชมป์เก่าซึ่งดูมีมาตรฐานเหนือกว่าคู่ปรับร่วมลีกค่อนข้างมาก ด้วยการนำทัพของเป็ป กวาดิโอล่า ยอดกุนซือแห่งยุคชาวสเปน ที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาเก็บคะแนนได้ถึง 100 คะแนน และนำห่างอันดับ 2 อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถึง 19 คะแนนเลยทีเดียว และฤดูกาลนี้พวกเขาก็ยังเสริมทัพเพิ่มความแข็งแกร่งไปอีกขั้นด้วยการดึงริยาด มาห์เรซ ปีกชาวแอลจีเรียจากเลสเตอร์ ซิตี้มาอีก 60 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นนักเตะที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร “เรือใบสีฟ้า” ด้วย ยิ่งทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น และเป็นตัวเต็ง 1 ที่จะคว้าแชมป์อีก 1 สมัยในฤดูกาลนี้ ส่วนทีมที่จะเป็นเต็ง 2 จากตอนแรกที่เป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รองแชมป์ฤดูกาลที่แล้ว แต่จากการขยับตัวซื้อขายนักเตะในช่วงซัมเมอร์นี้คงต้องยกให้กับลิเวอร์พูลของเจอร์เก้น คล็อปป์ ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงกับทีม “เรือใบสีฟ้า” แบบเต็มตัว เมื่อพวกเขาทุ่มเงินไปเกือบ 200 ล้านปอนด์ในการเสริมทัพช่วงปิดฤดูกาลนี้ แล้วแต่ละรายที่ลิเวอร์พูลไปคว้าตัวเข้ามาถือว่าเป็นการแก้ไขจุดอ่อนเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้ทั้งสิ้น ทำให้พวกเขาขยับขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงอันดับ 1 แทนทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ ที่เสริมทัพไปก่อน 2 ราย แต่หลังจากนั้นกลับนิ่งเงียบไม่ขยับอีกเลย ซึ่งปัญหาในแนวรับ และตัวรุกฝั่งขวายังไม่ถูกแก้ไขแต่อย่างใดด้วย รวมถึงอันดับ 4 เมื่อฤดูกาลที่แล้วอย่างท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ก็ยังไม่มีการเสริมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้เลย

ส่วนทีมอันดับ 5 และ 6 อย่างเชลเซี และอาร์เซน่อล ก็ดูเหมือนว่าต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่กับการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมในฤดูกาลนี้ ซึ่งก็อาจจะต้องใช้เวลาในการปรับจูนระบบกันซักระยะ รวมถึงกุนซือใหม่ของทั้ง 2 ทีมก็ไม่เคยผ่านสมรภูมิในพรีเมียร์ลีกกันมาก่อนเลย ถึงแม้ว่าจะมีชื่อเสียงมาจากลีกอื่นก็ตาม แต่ก็มีกุนซือหลายคนที่เก่งมาจากที่อื่น แต่ก็ต้องเอาชื่อมาทิ้งที่พรีเมียร์ลีกหลายคนแล้วเช่นกัน เหตุผลนี้ทำให้ฤดูกาลนี้ทั้งเชลซี และอาร์เซน่อล ยังไม่น่าจะขึ้นมาเป็นทีมที่จะขับเขี้ยวแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาลนี้ เท่ากับว่าสนามนี้น่าจะเหลือม้าแข่งแค่เพียง 2 ตัวเท่านั้น

อยู่ได้เพราะ “ราฟา”

    “สาลิกาดง” นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เคยเป็นทีมระดับชั้นนำของศึกพรีเมียร์ลีกมาก่อน ในช่วงของปลายยุค 90 และต่อมาจนถึงช่วงต้นศรรษวรรษ 2000 ที่พวกเขาเป็นทีมหัวตารางตลอด โดยมีอลัน เชียร์เรอร์ ยอดดาวยิงทีมชาติอังกฤษ ที่ยังครองสถิติดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกในเวลานี้ด้วยเป็นดาวเด่น และดาวซัลโวประจำทีม ซึ่งพวกเขาเกือบคว้าแชมป์ในช่วงนั้นได้ด้วย แต่มาแผ่วปลายพลาดท่าให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันซะก่อน และหลังจากนั้นเป็นต้นมาพวกเขาก็เริ่มสาละวันเตี้ยลงเรื่อยๆ หลังจากการเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรของไมค์ แอชลี่ย์ เศรษฐีเจ้าของแบรนด์อุปกรณ์กีฬาเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสรแบบเต็มตัว จนถึงขั้นทีมต้องตกชั้นไปเล่นในแชมเปี้ยนชิปถึง 2 ครั้งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการตกชั้นครั้งที่ 2 นี้ พวกเขาได้ราฟาเอล เบนิเตซ อดีตกุนซือผู้พาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จ ซึ่งตอนแรกหวังจะพาทีมหนีการตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกแต่ไม่สำเร็จ แต่ราฟากลับไม่ทิ้งทีมและยังตามไปคุม “สาลิกาดง” จากลีกล่างจนคว้าแชมป์ได้เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกทันทีในฤดูกาลต่อมา

เมื่อฤดูกาลที่แล้วกุนซือชาวสเปนตกเป็นข่าวว่าต้องการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมหลายราย แต่เหมือนว่าจะมีปัญหากับบอร์ดบิรหารที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลง และไม่ได้อนุมัติงบมาให้กุนซืออย่างเขาซื้อผู้เล่นเข้าเสริมทีม และได้จับจ่ายใช้สอยไปเพียง 40 ล้านปอนด์เท่านั้น และทำให้ขุนพลของทีมดูไม่แข็งแกร่ง และเสี่ยงต่อการตกชั้นมากๆ แต่ด้วยฝีมือของ “เอล ราฟา” ยังสามารถทำให้ทีมรอดพ้นจากการตกชั้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก โดยสามารถพา “สาลิกาดง” เก็บได้ถึง 44 คะแนน และมีคะแนนเหนือโซนตกชั้นถึง 11 คะแนน ถึงแม้ว่าทีมอาจจะมีช่วงฟอร์มหลุดแพ้หลายนัดติดต่อกันบ้างก็ตาม แต่ก็มีช่วงที่เก็บคะแนนได้อย่างต่อเนื่องเหมือนกัน ซึ่งหากดูจากรายชื่อนักเตะแต่ละรายแล้ว ทีมของราฟาเอล เบนิเตซ ถือว่ามีนักเตะที่ขี้เหล่กว่าทีมอย่างสโต๊ค ซิตี้ด้วยซ้ำ แต่ด้วยฝีมือและชั้นเชิงของกุนซือชาวสเปนทำให้ทีมทางภาคอีสานของอังกฤษเอาตัวรอดมาได้สำเร็จ ซึ่งฤดูกาลนี้เหล่าสาวก “ทูน อาร์มี่” อาจจะต้องพึ่งอิทธิฤทธิ์ของขงเบ้งแห่งสเปนอีกครั้ง เนื่องจากนักเตะที่เข้ามาสู่ทีมก็ยังไม่ได้ทำให้ทีมสามารถยกระดับให้ดีกว่าเดิมได้  เพราะจนถึงตอนนี้พวกเขาลงทุนซื้อนักเตะใหม่ไปยังไม่ถึง 10 ล้านปอนด์ด้วยซ้ำ

สภาพ 3 น้องใหม่

     หากว่าก่อนเริ่มฤดูกาลจะต้องเดาทีมที่จะต้องตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก หลายๆ คนคงตอบได้ไม่ยากว่าคงจะเป็นน้องใหม่ 3 ทีมที่เลื่อนจากแชมเปี้ยนชิปขึ้นมานั่นแหละ ที่มีโอกาสจะตกชั้นมากที่สุด เพราะด้วยคุณภาพ และศักยภาพของทีม ยังมีความแตกต่างกับทีมจากพรีเมียร์ลีกอยู่พอสมควร นอกจากทีมนั้นจะเสริมทัพด้วยทุนมหาศาล และคว้าดาวเตะคุณภาพเข้ามาสู่ทีมหลายราย อย่างที่วูล์ฟแฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส ทีมแชมป์จากแชมเปี้ยนชิปทำในช่วงซัมเมอร์นี้ ทำให้ทีม “หมาป่า” ถูกมองว่ามีภาษีมากที่สุดที่จะอยู่รอดบนเวทีพรีเมียร์ลีกต่อไป และไม่แค่กับฟูแล่ม และคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ที่เป้นน้องใหม่ด้วยกัน วูล์ฟยังถูกมองว่ามีโอกาสอยู่รอดบนเวทีพรีเมียร์ลีกมากกว่าทีมอื่นๆ ด้วย ทั้งฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ไบรท์ตัน วัตฟอร์ด เบิร์นลี่ย์ และบอร์นมัธด้วย ส่วนคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ถูกมองว่ามีโอกาสตกชั้นสู่ศึกแชมเปี้ยนชิปอีกครั้งมากที่สุด จากอัตราต่อรองจากบ่อนพนันถูกกฏหมายในประเทศอังกฤษ ซึ่งถือว่าเป็นเรตที่ต่างจากทีมอื่นมากทีเดียว ด้วยอัตราแทง 11 แต่จ่ายเพียงแค่ 8 เท่านั้นหากคาร์ดิฟฟ์ตกชั้น แต่วูล์ฟแฮมตัน มีอัตราถึงแทง 1 จ่าย 6 ทีเดียวหากต้องตกชั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบ่อนรับพนันมั่นใจมากทีเดียวว่าทีม “หมาป่า” จะไม่ตกชั้นอย่างแน่นอน

วูล์ฟแฮมตัน มีชุดผู้เล่นที่แข็งแกร่งอยู่แล้วจากชุดแชมป์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และยังได้เสริมนักเตะเข้าสู่ทีมอีกหลายราย เช่นเดียวกับฟูแล่มที่เสริมทัพได้เข้าตา โดยเฉพาะช็อง มิเชล เซรี กองกลางทีมชาติไอวอรี่ โคสต์ ที่เคยตกเป็นข่าวกับบรรดายักษ์ใหญ่ในยุโรป แต่พวกเขากลับพามาค้าแข้งในถิ่นคราเว่น ค็อทเทจได้สำเร็จ ด้วยค่าตัวประมาณ 18 ล้านปอนด์เท่านั้น ทำให้ทีม “เจ้าสัวน้อย” ดูแข็งแกร่งขึ้นมาทันตาเห็น แต่ทีมจากเวลส์อย่างคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ กลับยังเสริมทัพได้ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน และตัวผู้เล่นชุดเดิมก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ด้วย โดยมีเพียงแอนโธนี่ พิลคิงตัน และจูเนียร์ ฮอยเล็ตต์เท่านั้น ที่เคยมีประสบการณ์บนเวทีพรีเมียร์ลีก นอกนั้นถือว่ายังเวอร์จิ้นกับศึกมหาโหดที่กำลังจะมาถึงทั้งหมด ทำให้พวเขาเป็นทีมเต็ง 1 ที่จะตกชั้นในฤดูกาลนี้

จริงอยู่ที่ว่าทีมน้องใหม่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว สามารถรอดจากการตกชั้นได้ทั้งหมด ทั้งฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ไบรท์ตัน และนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งหากว่าคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ไม่เสริมทัพให้แข็งแกร่งมากกว่านี้ และหวังพึ่งทีมเวิร์คและปาฏิหารย์ ก็เตรียมจองศาลา และจองตั๋วลงไปเล่นในศึกแชมเปี้ยนชิปฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน

“ท็อฟฟี่” กับกุนซือที่เฝ้ารอ

    หลังจากที่ประสบปัญหาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่ปลดโรนัลด์ คูมันน์ กุนซือชาวดัตช์ออกจากตำแหน่งตั้งแต่เริ่มฤดูกาลได้ไม่นาน ทีม “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตันก็มองหาผู้จัดการทีมคนใหม่ที่หวังว่าจะเข้ามาคุมทีมในระยะยาว เหมือนดั่งที่เดวิด มอยส์ กุนซือชาวสก็อตแลนด์เคยทำ ซึ่งพวกเขาได้เล็งไปที่มาร์โก ซิลวา กุนซือชาวโปรตุเกสที่ขณะนั้นเขาพึ่งเข้ามาคุมทีมวัตฟอร์ด คู่ปรับร่วมลีกได้ไม่นาน ซึ่งทางบอร์ดบริหารของทีม “แตนอาละวาด” ก็ไม่ยอมปล่อยตัวกุนซือที่ทำผลงานได้ดีในเวลานั้นออกไป และแสดงความไม่พอใจกับการกระทำของเอฟเวอร์ตันอย่างจริงจัง ทำให้เอฟเวอร์ตันต้องยอมละจากเป้าหมาย และเบนเป้าไปหาแซม อัลลาไดซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำทีมหนีตกชั้น ให้เข้ามารับงานคุมทีมแทน เนื่องจากตอนนั้นสถานการณ์ของทีมไม่สู้ดีนัก และต้องตกไปอยู่โซนท้ายตารางอยู่ช่วงหนึ่งด้วย ในตอนที่เดวิด อันสเวิร์ธ เด็กในเครือของสโมสรเข้ามารักษาการชั่วคราว โดยอดีตกุนซือคนดังของโบลตัน และเวสต์แฮมเซ็นสัญญากันเป็นเวลา 2 ปี ตามที่อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษต้องการ เพราะกุนซือจอมเขี้ยวอ่านเกมไว้แล้วว่าสโมสรต้องการความสามารถของเขาเพื่อให้ทีมอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกต่อไปเท่านั้น และเตรียมปลดเขาออกจากตำแหน่งหลังจบฤดูกาลอย่างแน่นอน ทำให้กุนซือวัย 63 ปีต้องเรียกสัญญาไว้ 2 ปีเพื่อต้องการเงินชดเชยจากการถูกปลด

ซึ่งก็เป็นไปตามคาดเมื่อ “บิ๊กแซม” พาทีมอยู่รอดบนพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ สโมสรก็จัดการปลดออกจากตำแหน่งหลังจบฤดูกาลทันที และได้ทาบทามมาร์โก ซิลวา เข้ามารับตำแหน่งทันที ซึ่งกุนซือวัย 41 ปี กลายเป็นกุนซือว่างงานแล้ว เนื่องจากถูกวัตฟอร์ดปลดจากตำแหน่งเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากที่ตกเป็นข่าวว่าแอบมีการเจรจากับเอฟเวอร์ตันได้ไม่นาน จนทำให้ฟอร์มของวัตฟอร์ดเริ่มย่ำแย่ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดสโมสรจึงตัดไฟแต่ต้นลม และไปจ้างฆาบี การ์เซียเข้ามารับงานคุมทีมช่วงที่เหลือของฤดูกาลแทน

ฤดูกาลที่จะถึงนี้เอฟเวอร์ตันได้กุนซือที่เขาต้องการสมใจแล้ว และตั้งเป้าที่จะกลับไปลุ้นพื้นที่ในการเล่นฟุตบอลยุโรปอีกครั้ง และฤดูกาลนี้น่าจะมีการปรับเปลี่ยนทีมอีกพอสมควร เมื่อเวย์น รูนี่ย์ ตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งในอเมริกากับดีซี ยูไนเต็ดแล้ว และน่าจะเริ่มทำการช็อปปิ้งในช่วงพรีซีซั่นนี้ โดยตกเป็นข่าวว่าพวกเขาเล็งเยอร์รี่ มิน่า ปราการหลังร่างใหญ่ทีมชาติโคลอมเบียจากบาร์เซโลน่ามาเสริมแนวรับที่เริ่มอายุเยอะแล้ว

วูล์ฟ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์

    หลังจากที่วูล์ฟแฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส ได้ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกไปเมื่อฤดูกาล 2011-2012 หลังจากนั้นก็เริ่มเสียสูญจนต้องตกไปเล่นในศึกลีก วันในฤดูกาลต่อมา แต่ยังดีที่เขากระเตื้องขึ้นสู่ศึกเดอะ แชมเปี้ยนชิปได้โดยทันทีในปีถัดมา หลังจากนั้นสถานการณ์ของทีมก็ยังคงทรงๆ ทรุดๆ ลงเล่นอยู่ในลีกรองอย่างไม่มีทีท่าว่าจะได้เลื่อนชั้น จนกระทั่งในช่วงกลางปี 2016 ได้มีกลุ่มทุนจากประเทศจีนได้เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร และได้มีการบูรณาการฝ่ายบริหารกว่า 1 ปี และเมื่อก่อนเริ่มฤดูกาลที่แล้ว พวกเขาได้นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ อดีตนายใหญ่ของเอฟซี ปอร์โต้ในช่วงต่อจากโชเซ่ มูรินโญ่เข้ามาคุมทีมในถิ่นโมลินิวซ์ กราวน์ ซึ่งช่วงนั้นสโมสรได้ดึงเจฟฟ์ ฉี ผู้บริหารจากจีนเข้ามาดูแลทีม และได้ดึงนักเตะคุณภาพมาร่วมทีมหลายราย ทั้งแบบการยืมตัว และการซื้อขาด และประสบความสำเร็จด้วยการเป็นแชมป์ในศึกอีเอฟแอล แชมเปี้ยนชิป และได้โควต้าเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกโดยอัตโนมัติได้อย่างไม่ยากเย็น ซึ่งพวกเขาได้สิทธิ์เลื่อนชั้นก่อนจบฤดูกาลเป็นเดือนๆ เลยทีเดียว

ฤดูกาลนี้พวกเขาก็ยังเสริมทัพอย่างต่อเนื่อง โดยการซื้อขาดดิโอโก้ โยตา ปีกดาวรุ่งชาวโปรตุเกสที่พวเขายืมตัวมาใช้งานจากแอตเลติโก มาดริด และทำผลงานได้ดีเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และรุย ปาตริซิโอ นายประตูทีมชาติโปรตุเกสชุดแชมป์ฟุตบอลยูโร 2016 รวมถึงเบนนิค อโฟเบ้ กองหน้าร่างใหญ่จากบอร์นมัธ และยังยืมตัวราอูล คิมิเนซ กองหน้าชาวเม็กซิกันมาจากเบนฟิก้าอีกด้วย ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่มีขุมกำลังที่ดีที่สุดทีมหนึ่งหลังจากเลื่อนชั้นจากแชมเปี้ยนชิปสู่พรีเมียร์ลีกเลยก็ว่าได้

แต่นอกจากนักเตะใหม่ที่เสริมทีมเข้ามาจะน่าสนใจ และทำให้ทีมมีความแข็งแกร่งมากขึ้นแล้ว แต่สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดของนักเตะของทีม “หมาป่า” ชุดนี้ก็คือรูเบน เนเวส กองกลางดาวรุ่งที่พวกเขาคว้ามาจากเอฟซี ปอร์โต้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งดาวรุ่งวัย 21 ปีรายนี้ โชว์ผลงานได้อย่างโดดเด่นให้กับทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเขาติดทีมยอดเยี่ยมประจำปีของศึกอีเอฟแอล แชมเปี้ยนชิปเมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วย และกำลังมีทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมกำลังให้ความสนใจที่จะคว้าตัวไปร่วมทีมอยู่ด้วย ซึ่งหากทีม “หมาป่า” สามารถรั้งตัวให้อยู่กับทีมได้ คาดว่าพวกเขามีโอกาสในการอยู่รอดในศึกพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้สูงทีเดียว

“ขุนค้อน” จอมสอย

  นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม ที่ตลาดซื้อขายนักเตะรอบฤดูร้อนเปิดอย่างเป็นทางการ ทีมที่น่าสนใจที่สุดทีมหนึ่งเลยคือทีม “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทีมดังจากกรุงลอนดอนของศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่พวกเขาได้มานูเอล เปเยกรินี่ กุนซือคนเก่งชาวชิลีมาคุมทีมแทนเดวิด มอยส์ ที่ทำทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้ไม่ดีนัก ซึ่งตลาดนักเตะเปิดได้ไม่นาน พวกเขาสอยดาวเตะเข้าสังกัดเป็นว่าเล่น และแต่ละรายล้วนมีดีกรีที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ซึ่งประกอบไปด้วยไรอัน เฟรเดริคส์ แบ็คขวาจากฟูแล่มแบบไม่มีค่าตัว แจ็ค วิลเชียร์ กองกลางวัย 26 ปีจากอาร์เซน่อลแบบไม่มีค่าตัวเช่นกัน รวมถึงลูคัสซ์ ฟาเบียนสกี้ นายประตูทีมชาติโปแลนด์จากสวอนซี ซิตี้ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ ซึ่งเท่าที่กล่าวมาดูเหมือนว่าจะเป็นดีลที่ธรรม แต่หลังจากนั้นมาถือว่าเป็นดีลใหญ่เลยทีเดียว

อิสซ่า ดิออป ปราการหลังดาวรุ่งวัย 21 ปีจากตูลูสในลีก เอิงของฝรั่งเศสด้วยค่าตัวสูงถึง 22.5 ล้านปอนด์ ซึ่งดาวเตะเชื้อสายฝรั่งเศส-เซเนกัลรายนี้มีดีกรีติดทีมชาติฝรั่งเศสชุดเยาวชนมาทุกชุด ไล่ตั้งแต่ชุดยู 16 เลยทีเดียว ส่วนอีกรายคืออังเดร ยาโมเลนโก้ ปีกทีมชาติยูเครนจากโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ ด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์ ซึ่งมาบวกกับผู้เล่นที่มีอยู่แล้ว ถือว่าพวกเขายกระดับทีมได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว โดยพวกเขายังแทบไม่เสียใครออกจากทีมไปเลย มีเพียงเจมส์ คอลลินส์ และปาทริช เอวร่า ที่ไม่ต่อสัญญากับทีม รวมถึงเจา มาริโอ กองกลางโปรตุกีสที่หมดสัญญายืมตัวจากอินเตอร์ มิลาน นอกนั้นนักเตะรายอื่นๆ ยังอยู่กับทีมทั้งหมด

สิ่งที่ต้องลุ้นหลังจากนี้ของแฟนบอลเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ก็คือพวกเขายังคงเดินหน้าในตลาดนักเตะต่อไป เพื่อคว้านักเตะคุณภาพเข้ามาเสริมทีมเพิ่มอีก และต้องลุ้นว่าพวกเขาจะรั้งนักเตะตัวหลักให้อยู่กับทีมต่อไปได้หรือไม่ เพราะนักเตะอย่างมาร์โก อเนาโตวิช กองหน้าทีมชาติออสเตรียก็ตกเป็นข่าวว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยให้ความสนใจที่จะคว้าตัวไปร่วมทีม ส่วนนักเตะอย่างฮาเวียร์ เอร์นานเดส หรือ “ชิชาริโต้” ก็มักอยู่กับทีมไหนไม่ได้นาน ซึ่งมีทีมอื่นสนใจคว้าตัวไปร่วมทีมอยู่ตลอดเวลา หรือไมเคิ่ล อันโตนิโอ กองกลางร่างใหญ่ที่ก็มีข่าวว่าเป็นที่ต้องการของทีมในพรีเมียร์ลีกด้วยกันมาโดยตลอด ซึ่งต้องลุ้นว่าความจริงจังของบอร์ดบริหาร และมานูเอล เปเยกรินี่ จะมีมากน้อยแค่ไหน และการทุ่มเงินมหาศาลเช่นนี้ พวกเขาจะตั้งเป้าไว้ที่อันดับเท่าไรเมื่อจบฤดูกาล ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย

 

ยักษ์ใหญ่ 6 ทีม

 

ศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ขึ้นชื่อและได้รับการยอมรับจากวงการฟุตบอลว่าเป็นลีกที่แข็งแกร่งที่สุด และมีคู่ปรับในการเบียดแย่งแชมป์กันมากที่สุดอีกด้วย โดยในแต่ละฤดูกาลมีทีมที่มีโอกาสลุ้นแชมป์สูงถึง 6 ทีมเลยทีเดียวในระยะหลัง ซึ่งก่อนหน้านี้ในยุทศวรรษที่ 90 ก็มีเพียงฤดูกาลละ 2-3 ทีมเท่านั้นที่เบียดแย่งแชมป์กัน แต่ด้วยการเข้ามาของนายทุนต่างชาติ ทำให้แต่ละทีมแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จน ณ ตอนนี้แค่ตอนเริ่มต้นของฤดูกาลก็ถูกมองว่ามี 6 ทีมด้วยกันที่มีโอกาสเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในช่วงบั้นปลายฤดูกาล ประกอบไปด้วยแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาร์เซน่อล ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เชลซี และลิเวอร์พูล ซึ่งศักยภาพของแต่ละทีมสูสีคู่คี่กันอย่างยิ่ง โดยทีม “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เป็นทีมล่าสุดที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิง จนกลายเป็นกลุ่มบิ๊ก 6 ของลีกในปัจจุบัน

ตั้งแต่ลีกสูงสุดของอังกฤษได้ทำการเปลี่ยนชื่อมาเป็นพรีเมียร์ลีกเมื่อปี 1992 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็เป็นแถวหน้าของการลุ้นแชมป์มาทุกฤดูกาล และกอบโกยแชมป์ได้ถึง 13 ครั้ง ตั้งแต่ในยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน บรมกุนซือชาวสก็อตแลนด์ โดยมีอาร์เซน่อลที่ก้าวเข้ามาเป็นคู่ต่อกรคนสำคัญในช่วงปลายทศวรรษที่ 90 ในยุคการคุมทีมของอาร์เซน เวนเกอร์ ต่อมาก็มีเชลซีในยุคที่โรมัน อบราโมวิช มหาเศรษฐีชาวรัสเซียได้เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร และได้ตั้งโชเซ่ มูรินโญ่เข้ามาคุมทีม และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในปี 2005 โดยช่วงนั้นมีลิเวอร์พูลที่เริ่มเข้ามาป้วนเปี้ยนบริเวณหัวตารางอยู่สม่ำเสมอในยุคของราฟาเอล เบนิเตซ และช่วงต้นปี 2010 ก็มีแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้กลุ่มทุนรายใหญ่จากตะวันออกกลางเข้ามาลงทุน จนทำให้ทีมกลายเป็นทีมชั้นนำของลีกในทันที โดยมีสเปอร์ที่ก้าวขึ้นมาอีกทีมหนึ่งในช่วง 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา โดยมีเพียงลิเวอร์พูล และท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์เท่านั้น ที่ยังไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้ โดยมีแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และเลสเตอร์ ซิตี้ ที่เป็นตาอยู่ก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์ได้ทีมละ 1 สมัย แต่ 2 ทีมนี้แทบไม่เคยได้เบียดแย่งแชมป์ในฤดูกาลอื่นๆ เลย

ฤดูกาลที่จะถึงนี้ แชมป์พรีเมียร์ลีกของอังกฤษก็คงหนีไม่พ้น 1 ใน 6 ทีมนี้อย่างแน่นอน อยู่ที่ว่าวาสนาทีมไหนจะมีมากกว่ากัน ซึ่งแชมป์เก่าอย่าง “เรือใบสีฟ้า” ยังดูมีภาษีดีกว่าทีมอื่นๆ เพราะขุมกำลังยังแข็งแกร่ง แถมยังมีเงินทุนคอยหนุนหลังอย่างหนักหน่วง รวมถึงยังมีกุนซือที่ชื่อเป็ป กวาดิโอล่าคุมทีมอยู่ด้วย